Joy's Home
About Me
Contact Me
Mother-Daughter Network
Forever-Joy Stories
The Hats
Uno
American-America
Patrawipa
Tell Me What You Think
Milan
Living Jewelry
Siam Jewelry
Native American Jewelry
Jewelry For Sale
Photo Album
Site Map
 
American-America
อเมริกัน-อเมริกา 
 
โดย แก้วมณี

 

 


 
เด็กบ้านนอกคนหนึ่งอย่างฉัน เกิดและเติบโตขึ้นมาในชนบทที่ไม่มีแสงสี ไฟฟ้า หรือน้ำประปา คำว่า "อเมริกัน" หรือ "อเมริกา" นั้น จำความได้ว่าฉันเริ่มได้ยินเป็นครั้งแรกๆ หลังจากที่มีสาวสวยคนหนึ่งในหมู่บ้านที่ชื่อว่า "เปี๊ยก" กับแม่ของเธอได้ไปทำงานที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งเด็กๆ อย่างฉันก็ไม่เข้าใจหรอกนะว่าเป็นงานอะไร รู้แต่ว่าแล้วเธอก็ได้สามีที่เป็น "ฝรั่ง" และแม่ของเธอก็ได้สามีคนใหม่ที่เป็น "นิโกร" เห็นพวกผู้ใหญ่เขาเรียกสามีทั้งขาวทั้งดำนั้นว่า "อเมริกัน จีไอ" ซึ่งเด็กๆ อย่างฉันตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

 
แล้ววันหนึ่ง สาวสวยคนนั้นก็ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านต่างก็พากันตื่นเต้น ข่าวที่ว่าเธอได้ไป "เมืองนอก" และเพิ่งกลับมานั้น ทำให้เด็ก "บ้านนอก" อย่างฉัน อยากรู้ยิ่งนักว่า "เมืองนอก" นั้นเป็นเหมือนกับเมืองสวรรค์ไหม
 
โชคดีมากที่ฉันได้พบและพูดคุยกับเธอ ฉันจึงได้ถามเธอไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เป็นอย่างไรบ้างพี่เปี๊ยก เมืองนอก อเมริกาน่ะ ลองพูดภาษาอังกฤษให้ฟังหน่อยได้ไหม"
"เขาพูดไม่เหมือนกับเราหรอก" เธอตอบ
"ไม่เหมือนอย่างไรล่ะ" ฉันถามด้วยความอยากรู้
"เขาพูดว่า แค-ลิ-ฟ่อ-เนี่ย ไม่ใช่ คา-ลิ-ฟอ-เนีย"
 
แม่ของฉันเล่าเพิ่มเติมให้ฉันฟังว่า "น้าช่วย" นั้นได้พา "พี่เปี๊ยก" ลูกสาวแสนสวยคนนั้นออกจากหมู่บ้าน (เพื่อหนีสามีขี้เมา) ไปทำงานอยู่ที่ภาคอีสาน วันหนึ่งก็มีเจ้า "จีไออเมริกันนิโกร" มาทักทายเธอว่า "สวัสดี อีฉิบหา... ช่วย" ซึ่งทำให้เธอนั้นโกรธมากและเธอก็ได้ด่าและไล่เจ้าจีไอคนนั้นให้ออกไปให้พ้น วันรุ่งขึ้นเจ้าจีไอคนเดิมก็กลับมาทักทายเธอด้วยคำพูดแบบเดิมอีก ซึ่งน้าช่วยก็ยิ่งโมโหมากขึ้น เจ้าจีไอผู้น่าสงสารคนนั้นไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้กลับไปถามเพื่อนคนไทยผู้ซึ่งเป็นคนสอนภาษาไทยให้ เพื่อนคนนั้นถึงกับเปลี่ยนใจสงสารและพาเจ้าจีไอกลับไปหาน้าช่วย สารภาพว่าตนเองเป็นคน "แกล้ง" สอนคำด่าภาษาไทยให้เจ้าจีไอ และหลอกว่าเป็นคำทักทายที่คนไทยเรานิยมใช้กัน
 
น้าช่วยได้เล่าให้แม่ฟังอีกว่า "อีเปี๊ยก" นั้น ไม่ยอมทำอะไรเลยที่อเมริกา วันๆ หนึ่งก็ได้แต่เล่นไพ่ "เจ้าบ็อบ" สามีฝรั่งซึ่งรักเธอมาก ถึงกับโทรศัพท์มาร้องไห้กับแม่ยาย และขอให้แม่ยายช่วยบอกเปี๊ยกคนดีให้ดูแลลูกบ้าง น้าช่วยจึงได้อัดเทปเป็นคำด่าสั่งสอนส่งไปให้ลูกสาวที่ "อเมริกา" ส่วนน้าช่วยเองนั้นก็มีลูกชายหนึ่งคนกับจีไอผิวดำ และได้พาลูกกลับมาทำนาอยู่ที่หมู่บ้านของฉัน หลังจากที่พ่อของเด็กได้กลับไป "อเมริกา" แล้ว
 

 
พอฉันเติบโตขึ้นมาอีกนิด ก็มีข่าวเกี่ยวกับการที่ยานอวกาศ "อพอลโล" ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้นำพานักบินอวกาศ "นีล อาร์มสตรอง" ไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก และฉันก็ได้เห็นภาพธงชาติอเมริกันถูกนำไปปักอยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์ ในยุค Apollo-Soyuz Era -- One small step for a man, one giant leap for mankind.
 
Photo: Edwin E. Adrin, Jr. with the U.S. Flag
 
และต่อมาไม่นานนักก็เป็นการประท้วงขับไล่ให้พวกจีไอกลับไป "อเมริกา" และมีการชักชวนให้คนไทยหันมาร่วมกันใช้ผลิตภัณฑ์เมดอินไทยแลนด์ และพากันเลิกใช้สินค้า "Made in USA"
 

 
เมื่อฉันเติบโตขึ้นมาอีกหน่อย ความคิดความอ่านของฉันในเรื่องของอนาคตก็ได้เปลี่ยนไป ฉันเขียนเรียงความว่าในอนาคตนั้น ฉันอยากจะเป็น "นักวิทยาศาสตร์" ซึ่งส่วนหนึ่งในความรู้สึกของฉันนั้น ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ฉันรู้สึกประทับใจมากกับ แซมมวล มอร์ส (หรือ ซามูเอล เอฟ. บี. มอร์ส - Samuel F. B. Morse, ซ้าย) และ โทมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison, ขวา) ซึ่งทั้งสองคนนั้นต่างก็ล้วนเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นชาว "อเมริกัน"
 
จำได้ว่า เมื่อตอนที่ฉันอยู่ชั้นมัธยมปลาย ด้วยความสามารถในเรื่องภาษาอังกฤษของฉัน คุณครูจึงต้องการให้ฉันสมัครเพื่อสอบแข่งขันในโครงการ เอ เอฟ เอส เพื่อไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ (host family) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พ่อของฉันซึ่งเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย ได้บอกกับฉันว่า "อย่าไปเลยนะลูก เพราะถ้าลูกไปอเมริกาหนึ่งปี หลังจากที่ลูกกลับมา ลูกก็จะต้องไปเรียนชั้นต่ำกว่าเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน" ฉันมารู้ในภายหลังว่า พ่อแม่ของฉันนั้นไม่มีเงินที่จะส่งฉันไปอเมริกาหรอก เพียงแต่พ่อของฉันท่านเป็นคนที่มีวาทะศิลป์ พอแม่ถามพ่อว่า "ทำไมพี่ไม่บอกลูกไปตามตรงล่ะว่าเราไม่มีเงิน" พ่อก็ตอบว่า "ก็แล้วไม่จริงหรือ ที่ว่าถ้าลูกไปอเมริกา ก็จะเป็นการเสียเวลาไปหนึ่งปีเต็มๆ"
 
ณ วันนั้น พ่อ แม่ และฉัน ไม่เคยได้คิดหรือฝันหรอกว่า ในวันหนึ่งข้างหน้านั้น "อเมริกา" จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของฉันอย่างไร....
 

 
เมื่อครั้งที่ฉันได้ไปฝึกอบรม ณ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute - IRRI) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ฉันมีเพื่อนสนิทที่เป็นคนอเมริกันคนแรก เธอชื่อ "Lini" เธอเกิดในปีก่อนหน้าฉัน อายุเราสองคนห่างกันประมาณ 5 เดือน ซึ่งเมื่อถึงวันเกิดของฉัน เธอก็บอกกับฉันว่า "ตอนนี้เราอายุเท่ากันแล้วนะ" นอกจากนี้ เราก็ยังมีเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งเป็นชาวดัทช์ (ฮอลแลนด์) ชื่อ "Rob" ผู้ซึ่งเกิดปีเดียวกันกับฉัน แต่หลังจากฉันประมาณ 6 เดือน ซึ่งเมื่อถึงวันเกิดของเขา เพื่อนอเมริกัน "Lini" คนนี้ก็บอกว่า "ตอนนี้เราสามคนอายุเท่ากันแล้วนะ" ซึ่งฉันและ Rob เองก็ค่อนข้างงงๆ กับความคิดของเพื่อนอเมริกันคนนี้อยู่เหมือนกัน
 
"Lini" ได้ติดตามฉันมาเที่ยวเมืองไทย ฉันจึงได้พาเธอไปเที่ยวในที่ต่างๆ รวมทั้งร่วมติดตามไปราชการต่างจังหวัดกับฉันด้วย อย่างไรก็ตาม ฉันได้สังเกตเห็นเธอสนใจเพียงการถ่ายภาพอะไรก็ได้ที่เป็นความไม่น่าดู ตัวอย่างเช่น ภาพคนขอทาน ภาพขยะ ภาพถนนหนทางที่เป็นหลุมบ่อและโคลนตม เธอไม่ได้สนใจถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาสูงสวยงาม ที่ฉันเองนั้นได้แต่มองทอดสายตาทุกครั้งที่ได้ผ่านไปเห็น โดยไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย ในที่สุดฉันก็ได้ถามเธอไปตรงๆ ว่า ทำไมเธอถึงได้สนใจถ่ายรูปแต่เพียงภาพแห่งความเลวร้ายของประเทศไทยเท่านั้น เธอได้แต่ยิ้มสวยและไม่มีคำตอบใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นเธอก็ไม่ได้จดจ้องที่จะถ่ายภาพที่อุจาดตา (ต่อหน้าฉัน) อีกเลย
 

 
ฉันกับการไป "อเมริกา" ครั้งแรกในชีวิต
 
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าตัวฉันเองจับพลัดจับผลู ไปเจอประกาศรับสมัครเข้าค่ายอบรมผู้นำค่ายเยาวชนนานาชาติ (International Camp Counselor - ICCP) ของ YMCA ที่หาดจอมเทียน เมืองพัทยา ได้อย่างไร และในที่สุดฉันก็ได้ผ่านการคัดเลือกตั้งแต่รอบแรกไปจนถึงรอบสุดท้าย ให้ไปเป็นผู้นำเยาวชนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดเวลา 3 เดือน ในปี ค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531)
 
เมื่อวันแห่งการเดินทางมาถึง ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2531 พวกเราในฐานะผู้นำค่ายเยาวชน ICCP ชาวไทย จำนวน 18 ชีวิต ก็ได้ออกเดินทางพร้อมกันโดยสายการบิน Northwest Airlines จากกรุงเทพมหานคร แวะรับผู้โดยสารที่กรุงโตเกียว และเส้นทางต่อจากนั้น อิทธิฤทธิ์ของ "นางกวัก" ที่แม่ให้มา ก็ได้แสดงอานุภาพทันที มีชายหนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาพอใช้ได้คนหนึ่งได้ขึ้นมานั่งข้างฉัน เขาเช่าหูฟังเผื่อฉัน (ผู้ซึ่งไม่มีวันที่จะยอมเสียเงินค่าหูฟังในเครื่องบิน).... นำผ้าห่มมาห่มให้ฉัน.... ชี้ชวนให้ฉันชมพระจันทร์ดวงกลมโต.... และชวนฉันให้ชม "ฟ้าเปลี่ยนสี" ในขณะที่เครื่องบินได้บินผ่านเส้นแบ่งวันเวลา (Dateline) ระหว่างซีกโลกตะวันออกกับซีกโลกตะวันตก....
 
ในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึงสนามบิน JFK (John F. Kennedy) ในช่วงบ่ายแก่ๆ ของนครนิวยอร์ก โดยมีเจ้าหน้าที่ของ YMCA New York มารอต้อนรับ พาพวกเราขึ้นรถบัสสนามบิน ต่อไปยังสถานี subway และพาลง subway ต่อไปยังแมนฮัตตัน แล้วเดินเท้าต่อไปยัง Sloane House YMCA International Center ซึ่งพวกเราทุกคนได้พักค้างคืนอยู่ที่นั่น ฉันเองได้รูมเมทเป็นหญิงสาวชาวฟินแลนด์ ชื่อ ลอร่า (Laura) ผู้ซึ่งมีลักษณะแปลกๆ ก่อนเข้านอน เธอได้กระซิบบอกกับฉันว่า เธอมีความลับที่จะบอกว่าเธอนั้นใส่วิกผม เนื่องจากเธอเคยป่วยเป็นไข้แล้วเกิดผมร่วงหมดศีรษะ เธอขออย่าให้ฉันกลัว ก่อนเข้านอนเธอได้ถอดวิกผมออกแล้วใช้ผ้าโพกศีรษะแทน พอตกกลางดึกเธอก็แถมด้วยการนอนละเมอ เล่นเอาฉันเองนั้นกลัวขึ้นมาจับใจ
 
ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในนครนิวยอร์กนั้น มีทั้งสีสัน ความสวยงาม ความสนุกสนาน ความตื่นเต้น และความน่าหวาดกลัว ฉันและเพื่อนๆ ได้ไปเยี่ยมชม เทพีแห่งเสรีภาพ (Statue of Liberty) อันเป็นสัญญลักษณ์ของนครนิวยอร์กด้วยความตื่นตาตื่นใจ และพวกเราได้ไปเข้ารับการปฐมนิเทศน์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมือง Long Island หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่อเมริกานั้นสวยงามยิ่งนัก น่าอยู่ เต็มไปด้วยเสน่ห์ และชวนให้หลงใหล
 
Photo: Statue of Liberty, New York City
 
หลังจบการปฐมนิเทศน์แล้ว ทุกๆ คนก็ถึงวาระต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ ฉันและเพื่อน ICCP อีกสองคน ได้ไปเข้าร่วมค่ายเป็นกรณีพิเศษที่ Camp "ABNAKI" ในมลรัฐเวอร์มอนท์ (Vermont) ณ ที่นั่น ผู้อำนวยการแคมป์มีบุคลิกลักษณะซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม "บ๊องๆ" คืนนั้นอากาศหนาวมาก และพวกเราก็ต้องนอนอยู่ใต้ผ้าห่มที่เหม็นกลิ่นลูกเหม็นอย่างรุนแรง ในช่วงสองวันแรกนั้นเป็นการทำความสะอาดทั่วไปในบริเวณค่ายที่พักเพื่อรอต้อนรับเด็กๆ ชาวแคนาดา นับว่างานหนักมาก แต่ก็สนุกสนาน และมีความสุขกับธรรมชาติ แต่อีกใจหนึ่งของฉันก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า นี่ตัวฉัน "ข้าราชการสาว" คนนี้ ต้องมาตกยากอยู่ที่ "อเมริกา" แล้วหรือไร
 
อย่างไรก็ตาม ความน่ารักและความไร้เดียงสาของเด็กๆ ก็ทำให้โลกทั้งใบสดใสมีชีวิตชีวา กว่าหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านไปจึงเป็นช่วงของวันเวลาที่มีค่า แถมด้วยการได้รับ pocket money ก้อนใหญ่เป็นค่าตอบแทน แล้วพวกเราก็ได้กลับมาที่นครนิวยอร์กอีกครั้งหนึ่ง
 
คราวนี้ มี "พี่เบ้ง" ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่สถานกงสุลไทย ณ นครนิวยอร์ก ได้มารับเพื่อนคนหนึ่งกับฉัน และเชิญให้ไปพักที่บ้าน พี่เบ้งเป็นคนที่น่ารักและมีน้ำใจมากที่สุดในโลก แต่ "พี่แต๋ว" ผู้ซึ่งเป็นภรรยานั้น เป็นคนปากร้ายและชอบพูดจาเชือดเฉือนเป็นที่สุด เธอซึ่งรู้จักกับ "ปอง" เพื่อน ICCP ของฉัน ได้พูดกับฉันว่า "เธอนี่บุญนะที่ได้รู้จักกับปอง ก็เลยได้มาพักที่นี่" นอกจากนั้นเธอก็ได้บอกกับฉันอีกว่า "ที่นี่มีห้องนอนเพียงสองห้องเท่านั้น ซึ่งอีกห้องหนึ่งเป็นของหลานสาวของพี่เบ้งเขา ถ้าเธอคิดว่าจะอยากไปนอนในห้องนั้น ก็ควรจะต้องรู้จักเกรงใจเขาบ้าง เพราะว่าจะเป็นการไปรบกวน" ฉันได้รีบออกตัวว่าฉันขอนอนที่พื้นในห้องรับแขกก็ได้ โดยที่ปองเพื่อนของฉันนั้นจะได้นอนบนโซฟา ซึ่งเธอก็แถมต่อไปอีกว่า "อ๋อ ปองนั้นน่ะ เขาต้องมีสิทธิได้นอนบนโซฟาแน่นอน เพราะว่าเราสองคนรู้จักกันมาก่อน" นอกจากนี้ เธอก็ตวาดใส่ปองกับฉันว่า "นี่ ไม่รู้หรือไงยะว่าจะต้องช่วยกันประหยัด กระดาษเช็ดมือน่ะไม่ใช่ว่าใช้ครั้งเดียวแล้วก็ทิ้ง ยังสามารถเอามาใช้ได้อีกนะยะ" เธอหมายถึง paper towel หรือกระดาษที่ใช้ในครัว ตอนนั้นฉันยังเด็กอยู่ ก็เลยคิดไปว่านี่คือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตที่อเมริกา ที่มีการนำเอา paper towel ที่ใช้แล้ว บีบน้ำทิ้ง และนำมาตากอยู่ในครัวจนเต็มไปหมด
 
เกือบหนึ่งอาทิตย์กับการได้ใช้ชีวิตในนิวยอร์กก่อนไปอยู่ประจำที่ค่ายของฉัน มีหลายครั้งที่ฉันได้เดินไปตามลำพังบนถนนหนทางในมหานครนิวยอร์ก ฉันสังเกตเห็นว่ามีเงินเหรียญ
เพนนีอยู่เกลื่อนกลาดมากมายตามริมถนนและสนามหญ้า ฉันจึงเพลิดเพลินอยู่กับการเดินเก็บเศษเงินเหรียญเพนนี ซึ่งหนักๆ เข้าก็เก็บรวบรวมได้หลายดอลลาร์ทีเดียว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนนิวยอร์กเขาทิ้งเงินกัน ไม่เหมือนกับบ้านเราเลยที่แม่สอนว่า "มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท"
 
ฉันมีเพื่อน ICCP คนไทยที่สนิทอีกคนหนึ่งชื่อ "น้อย" ซึ่งจบมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นผู้มีความสามารถมากในเชิงศิลปะ อย่างไรก็ดี น้อยมีปัญหากับทางค่าย จึงได้ตัดสินใจเลิกสัญญากับ ICCP และออกมาอยู่กับพี่คนไทยผู้ซึ่งเป็นแฟนของน้อย ที่มีอาชีพเป็นจิตรกรคนยากอยู่ในนครนิวยอร์ก ฉันได้ไปเที่ยวที่อพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่อยู่ใต้หลังคาของแฟนของน้อย และก็รู้สึกซาบซึ้งกับน้ำใจของทั้งสองคนที่ได้เชิญให้ฉันไปพักนอนด้วย ซึ่งแตกต่างอย่างมากมายกับคนไทยอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในระดับ "คุณนาย" กงสุล
 
แล้วในที่สุดก็มาถึงวันเดินทางไปค่าย WIND-IN-THE-PINES (WIP) ในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ของฉัน ซึ่งเป็นการเดินทางโดยรถไฟร่วมกับเพื่อน ICCP ชาติอื่นๆ อีก 5 คน ฉันจำได้ว่าพวกเราลงรถไฟที่เมือง Providence มลรัฐโรดไอร์แลนด์ มีคนมารอรับและพาพวกเราเดินทางต่อไปยังค่าย WIP ซึ่งที่นั่นมีบรรยากาศดีมาก เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ พวกเรานอนกันในเต๊นท์ ท่ามกลางป่าสน ทะเลสาบ เนินเขา และสัตว์ป่านานาชนิด ค่าย WIP นั้นเป็นค่ายของเด็กอนุกาชาด (girl scouts) เจ้าหน้าที่ทุกคน ล้วนแล้วแต่มีน้ำใจ ฉันถึงกับมีความรู้สึกว่าที่นั่นคือ....
"บ้านหลังแรกของฉันที่อเมริกา"
 
หนึ่งเดือนเต็มของการอยู่ที่ค่าย WIP ฉันมีเพื่อนๆ มากมายที่เป็นที่รัก และฉันมีเด็กๆ มากมายที่รักฉัน เด็กๆ ขอให้ฉันร้องเพลงกล่อมก่อนเข้านอนทุกคืน ....
 
โอ้ละหนอดวงเดือนเอย
พี่มาเว้า รักเจ้าสาวคำดวง
โอ้ดึกแล้วหนอ พี่ขอลาล่วง
อกพี่เป็นห่วง รักเจ้าดวงเดือนเอย
 
ขอลาแล้วเจ้าแก้วโกสุม
พี่นี้รักเจ้าหนอขวัญตาเรียม
จะหาไหนมาเทียม
โอ้เจ้าดวงเดือนเอย
 
หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้
หอมกลิ่นคล้ายๆ เจ้าสูเรียมเอย
หอมกลิ่มกรุ่นครัน หอมนั้นยังบ่เลย
เนื้อหอมทรามเชย เอ๋ยเราละหนอ
 
แล้ววันหนึ่ง ฉันก็ได้รับจดหมายด่วนจากประเทศไทย โดยที่พี่สาวของฉันเป็นผู้จัดการส่งมาให้ บอกว่าฉันได้รับการคัดเลือกให้รับทุนรัฐบาลเบลเยี่ยมเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ฉันจึงต้องรีบเดินทางกลับประเทศไทยโดยด่วนที่สุด เพื่อดำเนินการเรื่องเซ็นสัญญาเดินทางไปประเทศเบลเยี่ยม ฉันร้องไห้ด้วยความดีใจที่ได้รับทุน (ซึ่งได้มาด้วยความยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน) และด้วยความเสียใจที่ฉันจำต้องจากทุกๆ คนที่ค่าย WIP
 
ในคืนวันสุดท้ายของฉันที่ค่าย WIP พวกเราถูกปลุกขึ้นมาในเวลากลางดึก ซึ่งผู้จัดการค่ายได้บอกกับฉันและเพื่อนๆ ว่า มีเรื่องจำเป็นที่จะต้องเรียกประชุมด่วน พวกเราได้ถูกพาเดินไปตามทางที่มืดมิด มีเพียงไฟฉายสำหรับส่องนำทางเท่านั้น และเมื่อเดินมาถึงที่หมาย ฉันก็ได้เห็นทุกๆ คนมารออยู่ก่อนแล้วอย่างพร้อมหน้า ท่ามกลางแสงเทียนที่จุดสว่างไสว ทุกคนปรบมือต้อนรับฉันและกล่าวแสดงความอาลัยในการต้องเดินทางกลับประเทศไทย "เพื่ออนาคต" ด้านการศึกษาของฉัน เพื่อนๆ กล่าวว่าฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของวันเวลาที่มีค่าที่แคมป์ WIND-IN-THE-PINES ของทุกๆ คน ตัวฉันนั้นซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งและน้ำตาก็พลันไหลพราก ทุกๆ คนต่างก็เข้ามากอดฉันและร้องไห้
 
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันเดินทางออกจากรัฐแมสซาชูเซตส์ด้วยรถยนต์โดยสาร Greyhound ถึงนครนิวยอร์ก ซึ่ง "น้อย" เพื่อนฉัน สัญญาว่าจะไปรับ แต่ก็คลาดกันจนได้ ด้วยความหวาดกลัวไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ฉันจึงได้ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหา "พี่เบ้ง" คนดี ซึ่งพี่เบ้งก็รีบขับรถมารับเลยในทันที พาฉันและกระเป๋าเดินทางไปไว้ที่บ้าน และในเย็นวันนั้น ฉันก็ได้ขอไปนอนพักค้างคืนที่อพาร์ตเมนท์ของน้อย ฉันและน้อยได้ขึ้นไปชื่นชมทิวทัศน์ของนครนิวยอร์กในตอนกลางคืนที่ ตึกเอมไพร์สเตท (Empire State Building) 
 
Photo: Empire State Building, New York City
 
แล้วในวันรุ่งขึ้น พี่เบ้งก็ได้มารับฉันไปส่งที่สนามบิน LaGuardia และฉันก็ได้เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยอันเป็นที่รัก ถึงท่าอากาศยานดอนเมือง ฉันเดินออกมาด้วยน้ำตานองหน้า พวกพี่ๆ ที่ไปรอรับต่างพากันตกอกตกใจ ฉันบอกกับพี่ๆ ว่ากระเป๋าเดินทางทั้งสองใบของฉันได้หายไป ไม่ได้กลับมาถึงประเทศไทยพร้อมกันกับฉัน พี่ๆ ต่างพากันหัวเราะและล้อฉันว่า "นี่น่ะหรือ ผู้นำเยาวชนนานาชาติคนเก่งของประเทศไทย เดินร้องไห้น้ำตานองหน้าเหมือนเด็กๆ ออกมาจากสนามบินเลยทีเดียว"
 
หนึ่งเดือนครึ่งกับการไปเยือนอเมริกาเป็นครั้งแรกของฉัน ในฐานะผู้นำค่ายเยาวชนนานาชาติ เป็นความรู้สึกที่มากมาย เป็นความประทับใจ เป็นความทรงจำที่จะไม่มีวันเลือนหายไป และนอกจากนี้ ก็ยังเป็นเพียงบทแรกๆ บทหนึ่งของ "อเมริกัน-อเมริกา" ในบันทึกฉบับนี้ของฉัน
 

 
อีกบทหนึ่งของชีวิต ณ ราชอาณาจักรเบลเยียม
 
จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่กว้างใหญ่ไพศาล ก็มาถึงคราวที่ฉันได้ไปเยือนยุโรปเป็นครั้งแรกในชีวิต ราชอาณาจักรเบลเยียม นั้นเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีความเจริญมาก ทัดเทียมกันกับสหรัฐอเมริกา ก้าวแรกที่ฉันได้สัมผัสพื้นแผ่นดิน ก็มีความรู้สึกว่า... เบลเยียมนั้นเป็นเสมือน "บ้านหลังที่สอง" ของฉัน หรือว่า... ฉันได้สัมผัสแล้วกับเสน่ห์ของดินแดนแห่งแคว้นยุโรป
 
ประเทศเบลเยียม มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าราชอาณาจักรเบลเยียม เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และทะเลเหนือ เบลเยียมเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหภาพยุโรป และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ เมืองหลวงคือบรัสเซลส์ มีภาษาราชการ 3 ภาษา คือ ฝรั่งเศส ดัทช์ และเยอรมัน เบลเยียมมีประชากรประมาณ 10.5 ล้านคน และมีคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกเป็นศาสนาหลัก
 
 
 Photo: Flag of Belgium
 
สองปีที่พำนักอยู่ ณ ประเทศเบลเยียมนั้น ฉันเองไม่เคยได้สัมผัสกับแสงแดดเลย มีเพียงฟ้าร่มและลมเย็น... ซึ่งบางครั้งก็เป็นลมร้อนในฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว และในรอบสองปีนั้น ก็มีเพียงหนึ่งวันเท่านั้น ที่มีหิมะตกลงมาและหนาประมาณหนึ่งนิ้ว ฉันกับพี่นักเรียนไทยคนหนึ่ง หมดฟิล์มถ่ายรูปไปจำนวนสองม้วนพอดี เพื่อเก็บภาพแห่งความทรงจำท่ามกลางหิมะที่สวยงาม
 
ที่นั่นไม่มีเพื่อนร่วมชั้นของฉันที่เป็นอเมริกัน แต่พอเดินไปเดินมา ฉันก็ได้พบกับหนุ่มอเมริกันคนหนึ่ง ที่เข้ามาทักทายและถามฉันว่ามาจากส่วนไหนของประเทศสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่าฉันแต่งตัวเหมือนกับวัยรุ่นชาวอเมริกันในสมัยนั้น ....กับรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อยี่ห้อ Converse สีเหลือง ที่เป็นนิยาม "ทางใคร ทางมัน" อันเลื่องชื่อลือชาในโฆษณาชิ้นหนึ่งของเมืองไทย
 
และอยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนต่างชาติคนหนึ่งของฉันก็ถามฉันว่า "หากเลือกได้แล้วไซร้ ฉันจะอยากไปเรียนต่อปริญญาเอก ณ ประเทศใด" ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ตอบไปว่า "อเมริกา"
 

 
หลังจากที่ฉันจบปริญญาโทจาก State University of Ghent ประเทศเบลเยียม (ปัจจุบัน Ghent University) โดยได้เกียรตินิยมในระดับ Great Distinction อาจารย์ก็ได้ตกลงรับฉันให้เข้าเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่นั่น เพียงแต่ให้ฉันกลับไปเมืองไทยหนึ่งปี เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการสำรวจดิน เพื่อใช้สำหรับทำวิทยานิพนธ์ ฉันเองก็ได้แต่เพียงจัดส่งหนังสือเรียน ก้อนหินชนิดต่างๆ ที่เก็บสะสม และตุ๊กตาหมี กลับมายังประเทศไทย ส่วนเสื้อผ้าและรองเท้านั้น ก็ได้เก็บเอาไว้ที่ประเทศเบลเยียม เพราะคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้กลับไป ไม่ต้องขนกลับไปกลับมาให้ลำบาก
 
ครั้นเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินดอนเมือง ไม่มีใครจำฉันได้เลย เพราะผิวพรรณที่เคยหมองคล้ำของฉัน อันเนื่องมาจากแสงแดดและสายลมที่เมืองไทยนั้น บัดนี้ได้กลับกลายเป็นสีขาวอมชมพู ไม่มีใครเชื่อเลยว่าสาว "กะเสดมอชอ" คนนี้ จะผ่องเนื้อนพคุณได้ถึงขนาดนั้น
 
มาเมืองไทยคราวนี้ ฉันได้ไปพบหมอดูคนที่ฉันชื่นชมอีกครั้ง ขอบคุณในความแม่นยำของเขาที่ได้ทำนายทายทักว่า ฉันจะได้ไปเรียนต่อปริญญาโท ณ ประเทศที่เป็นแผ่นดินใหญ่ ที่มีความเจริญทัดเทียมกันกับสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่ในตอนนั้น ฉันกำลังทำเรื่องได้รับทุนไปเรียนต่อ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะ ...อย่างไรก็ตาม คราวนี้หมอดูคนเดียวกันนั้น กลับบอกกับฉันว่า ฉันจะได้ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งฉันเองก็เถียงเขาไปว่า ฉันจะกลับไปเรียนต่อที่ประเทศเบลเยียมในปีหน้า... !!!!!
 

 
พอใกล้ถึงกำหนดการทำเรื่องขออนุญาตข้าราชการลาศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ฉันก็ได้รับจดหมายจากอาจารย์ ขึ้นต้นอย่างสวยหรูว่า Much to my regret.... ท่านขอโทษฉันเป็นการใหญ่ ว่าท่านไม่ทราบว่าจะต้อง confirm กับรัฐบาลเบลเยียมเรื่องการมาศึกษาต่อของฉัน ทางนั้นก็เลยคิดว่าฉันไม่มาแล้ว การประกาศรายชื่อผู้รับทุนในปีนั้นก็เลยไม่มีชื่อฉัน ฉันร้องไห้และก็ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร ออกท้องที่ไปราชการต่ออีกหนึ่งปี แล้วค่อยไปอบผิวใหม่ก็ได้
 
พี่สาวคนดีของฉัน กลับมาจากทำงานในวันหนึ่ง ถามฉันว่าอยากไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นไหม มีหรือที่สาวอินเตอร์คนนี้จะไม่อยาก ฉันรีบตอบไปเลยทันทีว่า "อยากสิ ทำไมหรือ....??"
 

 
ฉันจึงได้ส่งบทความเข้าประกวด เพื่อชิงทุนการไปฝึกอบรม IATSS FORUM ณ ประเทศญี่ปุ่น จำได้ว่าตอนนั้นมีผู้คนมาสมัครมากมาย เขาให้เขียน essay ส่งไปพิจารณา ซึ่งมีคนส่งเรื่องกว่า 200 คน แล้วคัดเลือกมา 20 คนเพื่อเข้าสอบสัมภาษณ์ ให้เหลือเพียง 4 คนสุดท้ายที่จะได้เดินทางไปฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลารวม 72 วัน
 
ฉันเองก็ไม่รู้ว่าผ่านทุกคนมาได้อย่างไรเหมือนกัน ตอนที่เขียนเรื่องไปก็เป็นการเล่าเรื่องพื้นๆ เกี่ยวกับตัวเอง ครอบครัว และความใฝ่ฝันในอนาคต แต่ก็ได้ใส่สำนวน "นวนิยาย" ลงไปนิดหน่อย โดยขึ้นต้นเรื่องว่า

Who knows how things begin....
Consequences are what we have to live with, anyway
.


ฉันเล่าเรื่องเกี่ยวกับตนเองและ
ครอบครัวของฉัน ว่าฉันนั้นเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย แต่ว่าเราอยู่กันมาด้วยความรัก ความเข้าใจ และความสุข แม่ของฉันเป็นชาวนา พ่อเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ท่านทั้งสองได้ตรากตรำทำงานหนักเพื่อส่งเสียลูกๆ ให้ได้รับการศึกษาจนจบขั้นปริญญาตรีทุกคน ฉันเองก็ได้เริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งนักวิชาการเกษตร กลุ่มงานวิจัยดินและปุ๋ยข้าว กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร ได้ไปฝึกอบรม ณ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติที่ประเทศฟิลิปปินส์ และผ่านการคัดเลือกให้ไปเป็นผู้นำค่ายเยาวชนนานาชาติ ของสมาคม YMCA ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อจากนั้นฉันก็ได้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้วยทุนรัฐบาลเบลเยี่ยม

และ ณ วันนั้นของฉัน ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความใฝ่ฝัน ....ไม่ทราบว่า ฉันจะสามารถทำให้ฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้หรือไม่....

If I were to have another dream, it would be
to participate in this special IATSS Forum program.
 
.... แล้วฝันของฉันก็เป็นความจริง ....
  
 
ฉันได้เดินทางไปฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่นอย่างที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อน ฉันได้เรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา และขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวญี่ปุ่น ฉันได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ IATSS ในสมัยนั้น ฉันมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นมากมาย และมี host families สองครอบครัว และที่พิเศษสุดก็คือ ฉันมี "คุณลุงผักชี" ที่มาคอยดูแลเอาใจใส่และอำนวยความสะดวกเรื่องการท่องเที่ยวนอกสถานที่ ทำให้ระยะเวลา 72 วันที่อยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่นของฉันนั้น เป็นช่วงเวลาที่ฉันบอกกับใครๆ ว่า เหมือนกับการได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น
 
อย่างไรก็ตาม ฉันได้รับรู้เรื่องราวเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่เกิดขึ้นในกรุงเทพผ่านทางโทรทัศน์ ของประเทศญี่ปุ่น เป็นความเศร้าโศกและเสียใจอีกครั้งกับเรื่องการเมืองในประเทศไทย ทั่วโลกต่างพากันประณามการกระทำของรัฐบาลไทยในสมัยนั้น รวมทั้งประเทศเบลเยียม ซึ่งได้สั่งระงับการให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยในทุกๆ ด้าน รวมไปถึงเรื่องทุนการศึกษาของฉันในปีเดียวกัน
 
จึงกลายเป็นความผิดหวังในปีที่สองเรื่องการเดินทางกลับไปศึกษาต่อในขั้นปริญญาเอกที่
ประเทศเบลเยียมของฉัน ไม่เป็นไร.... ในปีต่อมา ทางภาควิชา ITC (International Training Centre for Post Graduate Soil Scientists) จาก State University of Ghent ก็ได้จัดให้มีการประชุม International Workshop ขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย ฉันในฐานะศิษย์เก่าก็ได้ไปเข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน
 
พร้อมๆ กันนั้น ฉันก็ได้รับข่าวร้ายของประเทศเบลเยียมเรื่องการสวรรคตของกษัตริย์โบดวง (King Boudin) ในปี ค.ศ. 1993 และข่าวร้ายนั้นก็ยิ่งร้ายมากยิ่งขึ้น เมื่อรัฐบาลเบลเยียมได้เปลี่ยนแปลงนโยบายเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านทุนการศึกษาที่เคยให้กับประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งตอนนั้นฉันเองก็เพิ่งได้ทราบที่มาที่ไปของความสัมพันธ์อันดีงามของประเทศไทยกับประเทศเบลเยียม และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงเป็นเพื่อนรักกับกษัตริย์โบดวงมาก่อน ครั้งหนึ่งเมื่อทรงถูกถามว่าต้องการได้รับความช่วยเหลือจากประเทศเบลเยียมในด้านใด พระองค์ทรงตอบว่า "ด้านการศึกษา" 
 
Photo: King Boudin & Queen Fabiola, 1969
 
และคราวนี้ เมื่อสิ้นแล้วซึ่งกษัตริย์โบดวง ทางรัฐบาลเบลเยียมก็งดการให้ความช่วยเหลือในด้านการศึกษากับประเทศไทยทันที ....และฉันคนเดิมก็ต้องเคว้งคว้างอีกครั้งหนึ่ง
 

 
คราวนี้ ฉันจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในสำนักงาน ก.พ. เพื่อดูว่าพอจะมีทุนการศึกษาอะไรบ้าง และในที่สุด ฉันก็สอบผ่านการคัดเลือกให้ได้รับทุนรัฐบาล (ก.พ.) เพื่อศึกษาต่อขั้นปริญญาเอก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
ฉันได้กลับไปพบและขอบคุณหมอดูคนนั้นของฉันอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำนายได้แม่นยำเหลือเกิน ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ฉันต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี เพื่อที่จะพิสูจน์คำทำนายนี้ ที่ว่าฉันจะได้ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (ไม่ใช่ประเทศเบลเยียม) คำทำนายอีกอย่างหนึ่งที่ยังต้องรอการพิสูจน์ก็คือ หากฉันได้แต่งงานกับคนไทย ก็จะต้องเป็นคนในเครื่องแบบเท่านั้น และฉันก็จะได้เป็น "คุณหญิง" หากฉันได้แต่งงานกับคนต่างชาติ ฉันก็จะร่ำรวยมากและได้เป็นมหาเศรษฐี เอาแล้วสิ.... ข้าราชการสาว "ปอนๆ" อย่างฉัน ไม่เคยสนใจอะไรมากไปกว่าการเรียนต่อขั้นปริญญาเอก แม้ว่าหมอดูอีกคนหนึ่งจะเคยทำนายทายทักเอาไว้ตั้งแต่ฉันจบปริญญาตรีมาใหม่ๆ ว่า "หนูนี่นะ จะได้เล่าเรียนไปจนจบขั้นสูงสุดของการศึกษาเลย (ตอนนั้น ฉันคิดขึ้นมาทันทีในหัวสมองเรื่อง Post-Doc) แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ก็จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ที่ไม่เกี่ยวกับปริญญาที่ได้เล่าเรียนมา"
 
และเมื่อฉันต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่จะส่งใบสมัครตามสาขาที่ต้องการเรียน เพราะว่าฉันไม่เคยมีญาติหรือเพื่อนสนิทคนใดที่อยู่ในอเมริกา การเลือกสรรมหาวิทยาลัยของฉัน จึงเป็นไปแบบ "ตามจิตอธิษฐาน" ฉันได้อธิษฐานเอาไว้ว่า มหาวิทยาลัยใดก็ตามที่จะเป็นแห่งที่ดีที่สุดสำหรับฉัน ก็ขอให้ตอบรับฉันมาเป็นอันดับแรก" และ University of Rhode Island ก็คือคำตอบ (จากสวรรค์) และในปี 1994 ฉันก็ได้เดินทางมาเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตามคำทำนาย
 
ฉันเองไม่เคยคิดมาก่อนหรอกว่า จากวันนั้น.... ฉันจะได้เริ่มต้นเรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับ "อเมริกัน-อเมริกา"
 

 
ฉันกับการกลับไป "อเมริกา" อีกครั้ง
 
แล้วในวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2537 ฉันก็ได้ออกเดินทางจากประเทศไทย สู่ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก คราวนี้ ฉันกับนักเรียนทุนรัฐบาลอีกสองคน ได้เดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร สู่นครลอสแอนเจอลิส โดยสายการบินไทย แวะพักหนึ่งคืน แล้วฉันจึงได้แยกเดินทางเพียงลำพังต่อมายังมลรัฐโรดไอแลนด์
 
โรดไอแลนด์ (Rhode Island) เป็นรัฐที่เล็กที่สุดของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ หรืออยู่ในเขตนิวอิงแลนด์ โรดไอแลนด์เป็น 1 ใน 13 รัฐเริ่มต้นก่อนการรวมตัวกันของรัฐอื่นๆ ในช่วงปฏิวัติอเมริกา โรดไอแลนด์มีชื่อเล่นว่า "รัฐมหาสมุทร" (The Ocean State) โดยทุกส่วนในรัฐโรดไอแลนด์นั้นอยู่ห่างจากมหาสมุทรไม่เกิน 48 กม. หรือ 30 ไมล์
 
 
รัฐโรดไอแลนด์มีเมืองหลวงคือ โพรวิเดนซ์ (Providence) และมีมหาวิทยาลัยที่สำคัญคือ โรงเรียนการออกแบบโรดไอแลนด์ (Rhode Island School of Design) ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกาในด้านการออกแบบและกราฟฟิกดีไซน์ และ มหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงอยู่ในอันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ก็ยังมี มหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ (University of Rhode Island) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ นับตั้งแต่ด้านสมุทรศาสตร์ (Oceanography) ไปจนถึงวิทยาศาสตร์ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (Life Sciences and Environment) และ มหาวิทยาลัยจอห์นสันแอนด์เวลส์ (Johnson & Wales University) ที่เป็นที่รู้จักกันพอสมควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเจ็ทเซ็ทคนไทยรุ่นเก่าๆ
 
เมื่อครั้งที่ฉันเป็นนักศึกษา กะเสดมอชอ ฉันได้ยินชื่อไก่พันธุ์ "โรดไอแลนด์ เรด" จากการเรียนวิชาสัตวบาล เมื่อถึงครั้งนี้คราวที่ฉันเป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ ฉันได้ยินมาว่า มาถึงโรดไอร์แลนด์แล้วต้องกิน "กุ้งล็อปสเตอร์" (lobster) หรือ "กุ้งมังกรยักษ์" ที่ขึ้นชื่อลือชา
 
คำพังเพยที่ว่า "การเป็นคนๆ หนึ่งที่เป็นที่รู้จักในสังคมเล็กๆ ย่อมดีกว่าการเป็นใครคนหนึ่งที่ไม่เป็นที่รู้จักในสังคมใหญ่" (It's better to be part of a small group and to be known, than to be anonymous in a big crowd.) นั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างดีกับชีวิตการเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ของฉัน ฉันเปรียบเสมือนดาวดวงเด่น ที่หน้าตาไม่เหมือนใครๆ ในชั้นเรียน พูดภาษาแม่ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ ฉันยังเป็นนักศึกษาต่างชาติคนเดียวในภาควิชา ฉันอยู่ท่ามกลางชาวอเมริกันทั้งที่เป็นอาจารย์และเพื่อนนักศึกษา ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ของฉันที่ไปเรียน ณ มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีจำนวนนักศึกษาของแต่ละภาควิชาเป็นหลายร้อยหลายพัน ได้บอกกับฉันว่า พวกเขาไม่รู้จักใครเลยและไม่มีเพื่อนสนิทที่เป็นอเมริกันเลย ต่างคนต่างเรียน ต่างคนต่างกิน และต่างคนต่างเที่ยว.... ท่ามกลางการใช้ชีวิตร่วมกับชาวอเมริกัน ฉันเริ่มต้นรับรู้และเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ที่ (สำหรับฉันแล้ว) ไม่ค่อยชอบมาพากลนัก เขาว่ากันว่าเป็นวัฒนธรรมแบบอเมริกัน....ขั้นพื้นฐาน
 

 
วัฒนธรรมแบบ "อเมริกัน-อเมริกัน" ขั้นพื้นฐาน
 
 

"อเมริกันแชร์" (American Share!)

 
วันหนึ่ง ฉันและเพื่อนๆ ชาวอเมริกัน พากันไปทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนก็สั่งอาหารที่ชื่นชอบตามเมนู และมีการพูดคุยในระหว่างรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน พอถึงเวลาเก็บเงิน พนักงานเสริฟได้ยื่นบิลรายการรวมให้ เพื่อนคนหนึ่งของฉันจึงได้บอกให้พนักงานเสริฟคนนั้นช่วยแยกเขียนบิลใหม่ตามจำนวนคน และให้แยกเก็บเงินเป็นรายบุคคล ฉันถามว่า "ทำไมไม่ใช้ระบบหารด้วยจำนวนคนล่ะ เพราะง่ายดี" เขาตอบว่า "ไม่ได้ เพราะราคาอาหารแต่ละชนิดนั้นไม่เท่ากัน" นอกจากนี้ เขาก็บอกให้ต่างคนต่างให้ทิป โดยแยกเป็นรายบุคคลด้วย ซึ่งวัฒนธรรมแบบไทยๆ นั้น ส่วนมากแล้วพี่ใหญ่จะเป็นคนจ่าย หรือไม่ก็ "มื้อนี้ของฉัน มื้อนั้นของเธอ" อะไรทำนองนั้น และเมื่อฉันได้กลับมาเล่าให้อาจารย์ที่ปรึกษาของฉันฟัง อาจารย์บอกว่าขอให้ดูๆ ไป ฉันเองเริ่มต้นเข้าใจแล้วว่า ความหมายของ "อเมริกันแชร์" ที่เขาพูดถึงกัน นั้นเป็นอย่างไร
 
 
"เธอนี่นะหยาบคายที่สุด" You're very RUDE!
 
ต่อมา เมื่อคราวที่ฉันได้ไปร่วมประชุมสัมมนาวิชาการ ณ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อนสาวชาวอเมริกันคนหนึ่ง ผู้ซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการของภาควิชา ได้ขอไปร่วมงานสัมมนาด้วย และขอพัก(ฟรี)กับฉัน วันหนึ่งฉันและเธอได้ไปทานอาหารกลางวันแบบบุฟเฟต์ ซึ่งเธอได้ขอให้ฉันช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย และช่วยดูแลอย่าให้เธอทานมากเกินไป เพราะว่าเธอกำลังต้องการลดความอ้วน ฉันเห็นเธอเดินกลับไปกลับมาระหว่างโต๊ะที่นั่งกับโต๊ะอาหารบุฟเฟต์ และเมื่อเธอเดินกลับมานั่งที่โต๊ะเพื่อทานอาหารในรอบที่สี่ ฉันเห็นจานอาหารของเธอมีไก่ทอดอยู่ 4 ชิ้น พลันวาจาของฉันก็เอื้อนเอ่ยไปพร้อมรอยยิ้มว่า "May I ask how much you weigh?" (ฉันขอถามหน่อยได้ไหมคะว่าเธอหนักเท่าไร)
 
ทว่า.... ไม่มีคำตอบใดๆ จากเธอ ในทางกลับกัน เธอจ้องมองฉันอย่างเขม็งแบบจะกินเลือดกินเนื้อ พร้อมกับกรีดร้องว่า "เธอนี่นะหยาบคายที่สุด" (You're very RUDE!) ฉันเองนั้นรู้สึกสับสน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้ถามเธอว่า "เธอหมายความว่าอะไรหรือ และเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงโกรธฉันมากมายขนาดนี้ ฉันขอโทษละกัน" แต่เธอไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้น ได้เพียงเดินจากไป
 
เมื่อฉันได้เล่าเหตุการณ์ให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาฟัง อาจารย์กับเพื่อนๆ ปล่อยหัวเราะออกมากันยกใหญ่ ก่อนที่จะบอกกับฉันว่า ความจริงแล้วหล่อนนั้นไม่น่าที่จะโกรธฉันเลย หล่อนควรต้องสำนึกในบุญคุณที่ฉันได้ให้หล่อนมาพักกับฉันฟรีๆ แต่อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นทารุณกรรมที่สุด เมื่อมีหญิงสาวสะคราญผู้มีหุ่นสะโอดสะอง (อย่างฉัน) ไปถามผู้หญิงมะกันที่มีรูปร่างใหญ่บึกบึนเรื่องน้ำหนักตัว และเพื่อนคนหนึ่งได้เสริมขึ้นว่า ที่อเมริกานั้นเขาไม่ถามเรื่องอายุ น้ำหนัก หรือเรื่องที่เป็นส่วนตั๊วส่วนตัว กันหรอกจ้ะ บทเรียนครั้งนี้ของฉัน มีราคามากมายเท่ากับมิตรภาพของเธอกับฉัน ซึ่งเธอคนนั้นไม่มองหน้าและไม่ยอมพูดจากับฉันอีกเลย
 
 
Are you excited?
 
ประโยคนี้มีความหมายง่ายๆ สั้นๆ ว่า "คุณตื่นเต้นไหมคะ" นับเป็นประโยคสุดฮิต เมื่อครั้งแรกๆ ที่ได้ยิน ฉันก็รู้สึกตื่นเต้นในการตอบไม่น้อย แต่เมื่อฉันต้องตอบคำถามนี้เป็นหลายสิบครั้ง จากเพื่อนหญิงชาวอเมริกันของฉันเกือบทุกคน ไม่ว่าฉันกำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน หรือกำลังจะเป็นแม่คน  ความตื่นเต้นที่เคยมี ก็เริ่มจางหายไปตามจำนวนครั้งที่ตอบ
 
 
Oh, my gosh... it's so beautiful...
 
ชาวอเมริกันนั้นได้ชื่อว่าเป็นชนชาติที่ "ปากหวาน" ที่สุด ฉันยังจำได้เสมอมาว่า ก่อนที่ฉันจะเดินทางมาเรียนต่อที่อเมริกานั้น "ด็อกเตอร์สัญชัย" ผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกานานกว่าหกปี ได้สอนฉันว่า "ไอ้กันนั้นนะ มันปากหวาน แต่ว่าก้นมันเปรี้ยว ต้องอย่าไปหลงคารมของมัน...." ฉันเองก็ไม่ได้ซาบซึ้งอะไร ได้แต่หัวเราะกับคำสอน
 
เมื่อได้มาอยู่ท่ามกลางอเมริกันชน ฉันก็เริ่มสังเกตเห็นคำชม (โดยปราศจากคำติ) ไม่ว่าจะเป็นของขวัญวันคริสต์มาส หรือคำวิจารณ์ใดๆ เกี่ยวกับคนหรือสิ่งของ ดังนั้นประโยคที่ว่า "Oh, my gosh... it's so beautiful...", "I love it!", "She's so sweet." และอื่นๆ อีกมากมาย ฉันจึงได้ยินอยู่เสมอๆ เมื่อฉันถูกถามความเห็นบ้าง ไอ้ความที่ว่าตัวเองเป็นคนซื่อสัตย์เอามากๆ และรักษาศีลข้อ 4 "มุสาวาทา เวรมณี สิกขาปะทัง สะมาธิยามิ" อย่างเคร่งครัด ไม่เคยโกหกใคร ก็เลยจำเป็นต้องแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา
 
วันหนึ่ง "เอมี่" เพื่อนรัก ได้ถามฉันว่า "What do you think about my new hair style?" (เธอคิดอย่างไรกับผมทรงใหม่ของฉัน) ฉันตอบเธอไปด้วยความจริงใจว่า "I like your old hair better." (ฉันชอบผมทรงเก่าของเธอมากกว่า) เอมี่นั้นหน้าเสียไปนิดหนึ่ง และโปรเฟสเซอร์ของฉันก็พูดขึ้นว่า "You really can't live in this (American) society!" (เธอนี่นะ ไม่เหมาะที่จะอยู่ในสังคมอเมริกันเลย) ทุกคนจึงพากันหัวเราะครืน....
 
วันรุ่งขึ้น เอมี่เดินยิ้มเข้ามาพร้อมกับผมทรงใหม่ และคราวนี้เธอสวยขึ้นจริงๆ ฉันจึงรีบบอกกับเธอไปว่า "This time you look beautiful!" เอมี่เลยยิ้มหน้าบานไปทั้งวัน
 
เพื่อนๆ อเมริกันบอกกับฉันว่า บางทีเขาเกลียดของขวัญวันคริสต์มาสที่สุด แต่ก็ต้องแกล้งชมว่า "Oh, my gosh... It's so beautiful, I like it!" แล้ววันรุ่งขึ้นต่อจากวันคริสต์มาส ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็จะเนืองแน่นไปหมด นอกจากการลดราคาสินค้ามากขึ้น แถวบริการลูกค้าสัมพันธ์นั้นก็จะยาวเหยียด เพราะว่าพวกอเมริกันก็จะพากันเอาของขวัญที่ได้ไปคืน
 
.... แม้แต่ของขวัญชิ้นหนึ่งในวันแต่งงานของฉัน เมื่อคุณแม่สามีได้มาเห็นเข้า ก็รำพึงรำพันว่า "Oh, my gosh... I love the color. It's so beautiful!" ฉันเองแอบถามสามีของฉันในภายหลังว่า "คุณแม่ของเธอนั้น รสนิยมแปลกนะ" เมื่อเวลาผ่านมา ฉันจึงได้โอกาสถามคุณแม่สามีตรงๆ ว่า "Mom, do you really like that color? และคุณแม่ก็ยิ้มอย่างอายๆ
 
 
"NO, I'M NOT!  But I'm BIG!"
 
หลายปีต่อมา เมื่อคราวที่ฉันเพิ่งจะได้เป็น "คุณแม่" คนใหม่ ฉันมีความสุขที่สุด และชอบที่จะสนับสนุนใครๆ (หากมีโอกาส) ให้ได้เป็นแม่คน แล้วในวันหนึ่งในช่วงฤดูร้อน เพื่อนชายคนหนึ่งของเจ้าชายของฉัน ก็ได้มาเยี่ยมเยือนพร้อมกับแฟนสาวในวันที่มีแสงแดดสดใสและท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้า ทั้งคู่ได้เปลี่ยนมาอยู่ในชุดว่ายน้ำ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะลงไปอาบแดดที่ชายหาด ฉันเองนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก ละล่ำละลักถามเธอไปว่า "คุณกำลังจะมีน้องหรือคะ" เธอค่อยๆ หันหน้ามาที่ฉัน แล้วตอบอย่างเยือกเย็นว่า "NO, I'M NOT!  But I'm BIG!" (ไม่ใช่ย่ะ เพียงแต่ฉันเป็นคนตัวใหญ่) !!!
 
ณ จุดนั้น ฉันจึงเข้าใจเลยว่า ฉันจะต้องหักห้ามความตื่นเต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นผู้หญิงอเมริกันผู้มีรูปร่างคล้ายกับตั้งครรภ์
 
 

 
โรแมนติกแบบ "อเมริกัน-อเมริกัน"
 
ด้วยความที่ตัวฉันนั้น เป็นคนที่มีความโรแมนติกอยู่แล้วเป็นทุนเดิม พอมาได้ยิน ได้รับรู้ และได้เห็นพฤติกรรมที่สุดแสนจะโรแมนติกของคนอเมริกันแล้ว ก็รู้สึกเลยว่าคนไทยอย่างฉันนั้น ยังต้องชิดซ้าย
 
ครั้งหนึ่งเมื่อวันฟ้าใส ก้าวแรกที่ฉันได้มาถึงห้องพักนักศึกษา เพื่อนสาวชาวอเมริกันคนหนึ่งของฉัน ชื่อว่า "เอมี่" ได้มีทีท่าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเป็นที่สุด เธอได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นกับเธอในขณะที่ไปร่วมงานแต่งงานเพื่อนเมื่อค่ำคืนวานว่า เมื่อพนักงานเสริฟได้นำถ้วยกาแฟ (ที่วางคว่ำอยู่บนจานรอง) มาแจกจ่ายให้กับทุกคน เธอเองได้จับถ้วยกาแฟหงายขึ้นเพื่อที่จะขอรับกาแฟที่นำมาเสริฟ แล้วเธอก็ต้องตกตะลึงเป็นที่สุดและถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเธอได้พบว่ามีแหวนเพชรวงหนึ่งวางซ่อนอยู่ภายใต้ถ้วยกาแฟใบนั้น และ "ทิม" แฟนหนุ่มของเธอก็ได้คุกเข่าลงขอเธอแต่งงาน ซึ่งเธอก็ได้ตอบรับไปทั้งน้ำตา ฟังเธอเล่าแล้วฉันก็พลันน้ำตาเกือบไหลริน ฉันคิดฝันต่อไปว่า แล้วจะมีหนุ่มคนใดบ้างไหมหนอ ที่จะมามีพฤติกรรมอันสุดแสนโรแมนติกกับฉันอย่างนี้....
 
และฉันเองนั้นก็เกิดความประทับใจมากขึ้น เมื่อมาพิจารณาดูว่า "ทิม" ว่าที่เจ้าบ่าวของเอมี่นั้น ช่างมีความสามารถในการสรรหาแหวนหมั้น ซึ่งมีลักษณะพิเศษอันแตกต่างไปจากแหวนหมั้นทั่วๆ ไป ทว่า..."แครอล" เพื่อนอเมริกันอีกคนหนึ่งของฉันซึ่งแต่งงานและมีลูกแล้ว ได้บอกกับฉันว่า จริงๆ แล้ว เอมี่กับทิมได้มีการวางแผนและเตรียมการในเรื่องรูปแบบของแหวนหมั้นและแหวนแต่งงานไว้ล่วงหน้า ...ไม่เป็นไร ฉันก็ยังคิดว่า... พ่อหนุ่ม "ทิม" ชาวอเมริกันคนนั้นช่างโรแมนติกอยู่ดี
 
คราวนี้ "เจฟ" เพื่อนอเมริกันอีกคนหนึ่งของฉัน ซึ่งกำลังมีแฟนสาวชาวอเมริกันชื่อ "เม็ก" และเธอคนนั้นก็เป็นผู้ที่มีความโรแมนติกมากมาย วันดีคืนดีเธอก็ได้ส่งการ์ดมาให้เจฟ ด้วยข้อความที่ว่า "Just a little note to say... I miss you" ทำเอาหนุ่มเจฟนั้นซาบซึ้งเป็นที่สุด ถึงกับจิตใจล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเมื่ออยู่ในห้องเรียน (และตอนนี้... ฉันเองก็นึกขึ้นมาได้ว่า เคยมี "เพื่อน" ชายไทยคนหนึ่งของฉัน ที่อยู่มาวันหนึ่งก็ได้ส่งโทรเลขจาก จ.ขอนแก่น มาหาฉันที่ จ.เชียงใหม่ ด้วยข้อความเพียงสั้นๆ ว่า "คิดถึง" ทำให้หัวใจดวงน้อยของฉันนั้นกระชุ่มกระชวยขึ้นมาเล็กน้อย ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ก็ได้พากันล้อเลียนฉันไปอีกนาน) ....และในวันหนึ่งเพื่อนๆ ของฉัน รวมทั้งหนุ่มเจฟก็ได้พากันไปเดินป่า หนุ่มเจฟนั้นเกิดอาการเดินได้ช้ามาก จนคนอื่นๆ เดินนำหน้าไปไกล ส่วนสาว "เม็ก" ที่เดินเคียงคู่กันมานั้นก็รู้ว่าเจฟไม่ค่อยสบาย จึงได้ชวนกันนั่งพัก หนุ่มเจฟบอกกับสาวเม็กว่าเขาปวดท้อง ขอให้สาวเม็กช่วยหยิบยาที่อยู่ในกระเป๋าให้ เมื่อสาวเม็กได้ทำการค้นหา ก็ต้องแปลกใจเพราะพบว่ามีเพียงกล่องเครื่องประดับสวยเล็กๆ ที่ใส่แหวนหมั้นเท่านั้น และแล้วหนุ่มเจฟก็ได้คุกเข่าลงขอเธอแต่งงาน ซึ่งเธอนั้นก็ได้ตอบรับทั้งน้ำตา และเพื่อนๆ ที่ไปเดินป่าด้วยกันก็ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน
 
ฉันเองได้ฟังเรื่องเล่าแล้วก็กรี๊ดแสดงความยินดีกับหนุ่มเจฟ 
....อีกแล้ว อเมริกัน กับความโรแมนติก
 
ส่วนพ่อเจ้าประคุณหนุ่มหล่อชาวอเมริกันคนดีของฉัน ก็ไม่น้อยหน้าใครในเรื่องความโรแมนติก เกือบทุกครั้งที่มาหาฉัน เขามักจะมีดอกไม้สวยๆ แปลกๆ มาให้เสมอ ที่บางครั้งก็เก็บมาจากป่าข้างทาง วันหนึ่งพ่อหนุ่มคนดีของฉันก็ได้เก็บเอา "ดอกทิวลิปสีเหลือง" ที่ขึ้นอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้านของเขามาให้ ฉันนั้นแทบร้องกรี๊ดด้วยความดีใจ เพราะยังไม่มีใครล่วงรู้ความลับของฉันมาก่อนว่า ดอกไม้ที่ฉันโปรดปรานมากที่สุดก็คือ "ดอกทิวลิปสีเหลือง" ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะว่า "ทำไม" รู้แต่ว่าฉันเริ่มชอบดอกทิวลิปสีเหลืองมาตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่ที่ประเทศเบลเยียม....
 
พ่อหนุ่มอเมริกันสุดหล่อคนนี้ของฉัน ได้สรรหาดอกไม้นานาชนิด มามอบให้ฉันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งฉันเองก็ได้เก็บเป็นดอกไม้แห้งใส่ไว้ในตะกร้ามากมาย จำนวนดอกไม้แห้งนั้น....เพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลา และคุณแม่ของเขาก็ได้สร้างความประทับใจให้กับฉันอีก ด้วยการสั่งทำช่อดอกไม้พิเศษจากดอกทิวลิปสีเหลืองให้ฉันถือในวันแต่งงาน...
(หมายเหตุ... หลังจากที่เราสองคนได้แต่งงานกันแล้ว ฉันก็รู้สึกได้เลยว่าจำนวนดอกไม้แห้งในตะกร้านั้น กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ฉันเองก็เข้าใจว่า ....ดอกไม้นานาชนิดนั้น คงจะหาได้ยากขึ้นทุกๆ วัน)
 
"แมท" เพื่อนชาวอเมริกันของฉันอีกคน เป็นผู้ซึ่งได้ผ่านการอกหักมาครั้งแล้วครั้งเล่า วันหนึ่งในขณะที่เขาได้นำนักศึกษาไปทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งในช่วงฤดูร้อนที่ประเทศกรีก เขาก็ได้ชวนนักศึกษาปริญญาโทสาวชาวอเมริกัน ผู้มีนามว่า "เอริก้า" ให้ขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกน้ำทะเลที่บนเนินเขา ในวินาทีที่ท้องฟ้ามีสีสันงดงามที่สุดหลังจากที่ดวงอาทิตย์ได้จมลงในพื้นน้ำ หนุ่มแมทก็ได้คุกเข่าลงและขอสาวเจ้าแต่งงาน เอริก้าผู้ซึ่งกำลังจะหย่าร้างกับสามี ก็ร้องไห้โฮและรับปากกับแมทว่าจะรีบกลับมาดำเนินการหย่าให้จบสิ้นโดยเร็วที่สุด พอกลับมาถึง เธอก็ได้นำข่าวร้ายมาบอกกับฉันว่าเธอกับสามีนั้นได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด ฉันผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และตื้นลึกหนาบางใดๆ ก็ได้แสดงความเสียใจกับเธอ และได้ไปปรึกษากับแมท เพื่อนรักของฉันว่าสงสารเอริก้ามากๆ เลย และต่อไปนี้พวกเราก็คงจะต้องช่วยกันดูแลเธอ อีกไม่กี่วันต่อมา "แมท และ เอริก้า" ก็ประกาศให้พวกเราได้รับรู้ว่าเขาทั้งสองนั้นได้หมั้นหมายกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว....
 
อย่างไรก็ดี ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง และความโรแมนติกนั้น ไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน ไทย หรือชนชาติใดๆ ในโลก เมื่อมีขึ้น...ก็ต้องมีดับ เป็นของธรรมดา และเมื่อดูจากสังคมอเมริกันรอบๆ ตัวฉัน เมื่อก่อนนั้นมีความโรแมนติกเกิดขึ้นมากมาย และนำไปสู่พิธีการแต่งงานที่สุดแสนจะโรแมนติก ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำอันหวานชื่นสุดแสนจะประทับใจ "for better... for worse..." รวมทั้งน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาจากคู่บ่าวสาวและผู้มาร่วมงาน ตามมาด้วยการฉลองวาระครบรอบวันแต่งงานเป็นประจำทุกปี ที่ยิ่งใหญ่มากหน่อยก็จะเป็น 7, 10, 25, และ 50 ปี แต่พอนานๆ เข้า เพื่อนๆ ชาวอเมริกันของฉันหลายๆ คนโดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสุดแสนจะโรแมนติกทั้งก่อนแต่งงานและในพิธีแต่งงาน ล้วนพากันเปลี่ยนใจและลืมคำว่า "for better... for worse..." ไปทั้งสิ้น
 
ฉันเองนั้นได้รับการ์ดวันครบรอบแต่งงานจากเจ้าชายของฉันทุกปี และแรกๆ นั้น เจ้าชายของฉันก็เปิดประตูรถให้ฉันขึ้นลงทุกครั้ง แต่พอมีลูกแล้วฉันก็เปิดประตูรถขึ้นลงเอง (ซึ่งฉันก็เข้าใจนะ) และปัจจุบัน แม้ว่าขาข้างหนึ่งของฉันนั้นยังอยู่นอกรถอยู่เลย พ่อเจ้าประคุณของฉันก็เริ่มออกรถแล้ว... ในที่สุด ฉันก็เป็นคนขับรถซะเอง ไม่ว่าจะขึ้นเหนือหรือล่องใต้ และไม่ว่าจะเป็นในประเทศอเมริกาหรือประเทศไทย
 
ฉันเชื่อว่า ความโรแมนติกอันเลื่องชื่อของชาวอเมริกันนั้น เป็นวัฒนธรรมที่พัฒนาควบคู่มากับความเป็นวัตถุนิยมของชนในชาติ อเมริกันนั้นเป็นชนชาติที่มีความเป็นวัตถุนิยมมากที่สุดในโลก นอกจากจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง หรือคนมั่งมี จึงไม่แปลกใจที่ความฝันของเด็กสาวชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็คือการได้สวมใส่ชุดแต่งงานและพิธีแต่งงานอันยิ่งใหญ่ และความฝันของอเมริกันชนทั่วไปก็คือการมีบ้าน อเมริกันนั้นได้ชื่อว่ามีการซื้อขายและย้ายบ้านมากครั้ง ที่เรียกกันว่า first home, second home, retirement home หรือไม่ก็จะมีบ้านฤดูร้อน บ้านฤดูหนาวไว้ตามเมืองต่างๆ
 
ในชีวิตแบบไทยๆ ของฉันนั้น เกิดที่ไหนเติบโตที่นั่น บ้านเคยอยู่ที่ไหนก็ยังอยู่ที่นั่น และไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านมาสักกี่ปี บ้านของฉันหลังนั้นก็ยังคงอยู่... หลายๆ คนในหมู่บ้านของฉัน เกิด.. เติบโต.. และตายที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นกี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็ตาม ฉันเองนั้นได้เดินทางมาไกลสุดขอบฟ้า ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าจะยังเดินทางต่อไปอีกไกลสักเท่าใด
 

 
"UGLY AMERICAN"
 
คำว่า "Ugly American" นั้น เป็นคำกระทบกระเทียบเปรียบเปรยที่ใช้เรียกขานชาวอเมริกัน ซึ่งหมายรวมถึงลักษณะพฤติกรรมของชาวอเมริกันในการพูดจาส่งเสียงดัง ความเย่อหยิ่ง การดูถูกดูแคลนผู้อื่น การไม่คำนึงถึงความรู้สึกของใครๆ ตลอดจนความภาคภูมิใจในการเป็นอเมริกันชนว่าดีกว่าชนชาติอื่นใดในโลก ซึ่งคำเปรียบเปรยดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้เรียกขานคนอเมริกันในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักท่องเที่ยว หรือแม้แต่ภายในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยกันเอง รวมทั้งในแวดวงธุรกิจอเมริกันในตลาดต่างประเทศ ที่ส่วนใหญ่คนอเมริกันจะวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของชาติอื่นๆ โดยถือเอามาตรฐานของตนเองเป็นหลัก
 
สำหรับคำว่า "The Ugly American" นั้น เป็นชื่อของหนังสือนวนิยายเชิงการเมืองที่ขายดี ซึ่งเขียนโดย Eugene Burdick และ William Lederer และได้ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1958 ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องพ่ายแพ้ อันเป็นผลเนื่องมาจากความหยิ่งยะโสและการปฏิเสธที่จะเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นในต่างแดน ของคนอเมริกัน
 
ในปี ค.ศ. 1963 เรื่องราวนวนิยายในหนังสือได้นำมาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยผู้กำกับ George Englund และมี Marlon Brando รับบทดารานำแสดงฝ่ายชาย โดยรับบทเป็น "Harrison Carter MacWhite" นอกจากนี้ 
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับบทเป็น "Sarkhan's Prime Minister Kwen Sai"
ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1975 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย
 
และต่อมาในปี ค.ศ. 2004 Ben Mezrich นักเขียนประจำ New York Times ผู้เขียนหนังสือขายดีเรื่อง "Bringing Down the House" ก็ได้เขียนหนังสือเรื่อง "Ugly Americans" เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตจริงของ John Malcolm เด็กหนุ่มผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปรินส์ตัน ผู้ซึ่งได้เดินทางข้ามขอบฟ้าไปยังทวีปเอเซีย เพื่อตามล่าหาฝัน และเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ต่อมาของตลาดด้านการลงทุน
 
ฉันเองไม่เคยได้คลั่งไคล้ในความเป็น "อเมริกัน" หากในความรู้สึกส่วนตัวนั้น มีทั้งชมเชยในส่วนที่ดี และต่อต้านในส่วนที่เลวร้าย ยิ่งนานวันที่ฉันได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอเมริกันชนและความเป็นอเมริกัน ฉันยิ่งมีความภาคภูมิใจในความดีงามของวัฒนธรรมไทยและประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "พระพุทธศาสนา" อันเป็นที่สุดของศาสนาใดๆ ในโลก มากยิ่งขึ้น พูดอย่างนี้ ฉันมิใช่พุทธศาสนิกชนคนที่เคร่งครัด คนที่หายใจหายคอเป็นพระพุทธศาสนา คนที่สวดมนตร์ทุกเช้าเย็นหรือทุกบ่อย ฉันไม่เคยนั่งวิปัสสนากรรมฐานแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต ฉันเคยไปวัดบ้างเพื่อทำบุญและประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา การที่ฉันได้พบเห็นพระภิกษุสงฆ์ ฆราวาสและพุทธศาสนิกชนที่แตกต่างและหลากหลาย ทำให้ฉันเกิดความซาบซึ้งในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า (อันเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา) มากยิ่งขึ้น และทำให้ฉันเลือกที่จะห่างจากการไปวัดไปโดยปริยาย
 
กลับมาพูดถึงเรื่องนิยามของคำว่า "Ugly Americans" ดีกว่า ตัวอย่างที่ฉันเห็นได้ชัด ก็คือ เมื่อ "คริสทีน" เพื่อนอเมริกันสาวจากรัฐเทกซัสคนหนึ่งของฉัน ได้เดินทางไปเป็นอาสาสมัคร Peace Corps ที่เมืองกาญจนบุรี ฉันได้พบกับเธอบ้างเป็นครั้งคราวที่กรุงเทพฯ วันหนึ่ง เธอ ฉัน และเพื่อนชายอเมริกันอีกคน ได้ไปกินพิซซ่ากันที่ร้านพิซซ่าฮัท ซึ่งเธอก็ได้วิพากษ์วิจารณ์พิซซ่าที่แสนจะเอร็ดอร่อยในความรู้สึกของฉันว่า รสชาติของพิซซ่าที่ประเทศไทยนั้นใช้ไม่ได้เอาเสียเลย สู้พิซซ่าที่อเมริกาไม่ได้ ฉันได้ตอบเธอไปว่า แต่พวกเราคนไทยว่าอร่อยกันนะ.... นอกจากนี้ เราก็ได้ไปดูหนังเรื่อง Ghost อันเลื่องชื่อ ซึ่งมีตอนหนึ่งที่เจ้าผีสามีเข้ามาในร่างทรงของ วูปี้ โกลด์เบอร์ก (Woopi Goldburg) และทักภรรยาของเขาว่า "นี่เธอเพิ่งไปทำสีผมรับฤดูใบไม้ร่วงมาสินะ" ซึ่งทำให้เพื่อนสาวอเมริกันของฉันคนนั้นหัวเราะออกมาเสียงดังที่สุดเท่าที่ฉันจะเคยได้ยินเสียงคนหัวเราะมาในชีวิต ในขณะที่คนในโรงภาพยนตร์ทุกคนต่างเงียบกริบ พอหนังจบแล้วเธอได้บอกกับฉันว่า "พวกคนไทยนี่นะ ช่างไม่รู้จัก Joke ของอเมริกันเสียเลย และก็เลยไม่รู้จักขำกันในตอนที่น่าขำ" ฉันกับเพื่อนชายอเมริกันต่างมองหน้ากันแล้วทำตาปริบๆ และฉันเองก็นึกไปถึงคำสั่งสอน (อย่างย้ำแล้วย้ำอีก) ของพ่อฉันที่ว่า "สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล"
 
แม้แต่เจ้าชายสุดที่รักของฉันซึ่งเป็นอเมริกันชน ในบางครั้งก็ย่อมหนีไม่พ้นนิยามของคำว่า "Ugly American" โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่เราสองคนไปฮันนีมูนที่ประเทศไทย และก็เป็นครั้งแรกของเขาที่ได้ไปเมืองไทยเช่นกัน ภูเก็ตนั้นเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทุกคน และพ่อเจ้าประคุณของฉันก็หลงรักภูเก็ตและท้องทะเลอันดามัน แต่ในระหว่างที่เราสองคนกำลังก้าวเดินไปท่ามกลางนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ พ่อคุณของฉันก็จำนรรจากับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษว่า "หยุดก่อน มีคำเตือนว่าคุณไม่ควรกินน้ำแข็งที่ประเทศไทยนะ เพราะว่าไม่สะอาดและอนามัยมากพอ" ชาวอังกฤษคนนั้นหันมามองสบตาฉัน จะด้วยความสมเพชหรือสงสาร ฉันก็ไม่อาจทราบได้ ฉันรู้เพียงว่า ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องสั่งสอน พ่อ "Ugly American" คนดีที่สุดหล่อของฉัน นอกจากนี้ พอกลับมาอเมริกาเจ้าชายของฉันก็ได้เล่าบรรยายรูปแบบของสุขาที่ร้านอาหารริมแม่น้ำแห่งหนึ่งให้ครอบครัวฟัง ฉันได้สังเกตเห็นสีหน้าของเหล่าบรรดา "Ugly Americans" และก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ฉันจึงได้โอกาสสั่งสอนพ่อเจ้าประคุณของฉันอีกครั้งหนึ่งว่า พวกอเมริกันชนนั้นชอบคิดว่าตัวเองดีกว่าชาติอื่นใดในโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเองนั้นเปรียบเสมือนกบที่อยู่ในกะลาครอบ ควรต้องออกไปสู่โลกกว้างบ้าง เพื่อที่สติปัญญาจะได้แหลมคมมากขึ้น.... นี่เพราะรักหรอกนะ จึงสอนแบบเมตตา
 
 
วันหนึ่ง ฉันได้ไปทานอาหารกลางวันกับคุณพ่อสามี เนื่องในวันเกิดของฉัน และหนึ่งในหัวข้อสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องการเลี้ยงดูลูกสาวของฉัน หรือหลานสาวของคุณปู่ ลองมาฟังบทสนทนาระหว่างฉันกับคุณพ่อสามี หรือคุณปู่ของลูกสาวของฉัน ดีกว่า
 

คุณพ่อสามี

"เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ ขอให้เลี้ยงดูลูกแบบอเมริกัน

เพราะว่าประเทศอเมริกานั้น เป็นประเทศที่ดีที่สุดและยิ่งใหญ่

ที่สุดในโลก ซึ่งแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังเลือกที่จะมาอยู่ที่อเมริกา

ใช่ไหม"

ฉัน

"ฉันมาอยู่ที่นี่ มิใช่เพื่อตัวของฉันเอง แต่เพราะลูกชายของคุณ

และลูกสาวของเราต่างหาก ฉันเองต้องการผสมผสานสิ่งที่ดีๆ

ของวัฒนธรรมอเมริกัน และวัฒนธรรมไทย ตลอดจนสิ่งดีๆ ที่ฉัน

ได้เรียนรู้จากการที่ฉันได้ไปใช้ชีวิตและสัมผัสกับวัฒนธรรมที่ดี

ของชนชาติอื่นๆ ในโลก ฉันเชื่อว่าการได้เลือกผสมผสานในส่วน

ดีๆ เข้าด้วยกันนั้น น่าจะเป็นประโยชน์มากที่สุด และอีกอย่างหนึ่ง

ก็ไม่มีวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งที่สมบูรณ์แบบ"

คุณพ่อสามี

"แม่ฉัน ตอนที่มาอยู่อเมริกาใหม่ๆ ก็พูดเหมือนเธอ บ่นคิดถึงแต่

อิตาลี พอฉันอาสาซื้อตั๋วเครื่องบินให้กลับไป แต่จนแล้วจนรอด

ก็ไม่เคยกลับ เธอล่ะเอาไหม ฉันจะซื้อตั๋วเครื่องบินให้เธอบินกลับ

ไปอยู่ประเทศของเธอ"

ฉัน

"เก็บเงินของคุณไว้เถิด หากฉันจะกลับ ฉันซื้อตั๋วเองได้"

คุณพ่อสามี

"เธอเอง มันก็แค่ก้อนอุจจาระก้อนหนึ่ง"

ฉัน

"หุบปากเถอะค่ะ คุณมันก็แค่อุจจาระก้อนหนึ่งเช่นกัน"

ซึ่งในขณะนั้น ได้มีพนักงานเสริฟเดินเข้ามาส่งเครื่องดื่มพอดี พนักงานหนุ่มคนนั้นจึงได้ยินบทสนทนาของเราทุกถ้อยคำ เจ้าหนุ่มนั้นมีสีหน้ากระอักกระอ่วนไม่มีคำบรรยาย จากนั้นฉันจึงได้กล่าวขอบคุณคุณพ่อสามีและจากมา และทันทีที่ฉันอยู่ในรถ ฉันได้โทรศัพท์ถึงเจ้าชายของฉัน และน้ำตาก็พลันร่วงพรู ฉันร่ำไห้ว่า "ฉันเกลียดคุณพ่อของคุณที่สุด และฉันจะไม่ยอมไปทานข้าวสองต่อสองกับคุณพ่อของคุณอีก" เจ้าชายของฉันได้ปลอบฉันว่า พ่อของเขาชอบปากเสียอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ดื่มเข้าไปหลายแก้ว ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่า ความหยิ่งยะโสและการคิดว่าตนเองนั้นดีกว่าและสูงกว่าชนชาติอื่นๆ ของเหล่า "Ugly Americans" นั้น จะมากมายเพียงนี้
 
อย่างไรก็ตาม ในวันรุ่งขึ้น คุณพ่อสามีก็ได้โทรศัพท์มาหาฉันแต่เช้า และขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันวาน... อีกแล้ว ประเภทปากหวานก้นเปรี้ยว แล้วฉันจะเชื่อใจคน "อเมริกัน" ได้ไหมนี่
 
 
แม่ๆ แบบฉบับ "Ugly American"
 
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกขยาดคนอเมริกันไปอีกระดับหนึ่ง ก็คือเมื่อฉันได้ไปเป็นผู้สังเกตการณ์ร่วมอยู่กับแม่ๆ ชาวอเมริกัน ที่มาจากทั่วทุกสารทิศ ในงาน Dance Workshop ของลูกสาว ฉันได้เข้าไปเลือกที่นั่งที่ยังว่างอยู่ และก็เอากระเป๋าวางจองที่นั่งที่ติดกันกับฉัน สำหรับพ่อเจ้าประคุณสามีของฉัน ที่จะตามเข้ามาทีหลัง ทันใดนั้น ก็ได้มีแม่ "อเมริกัน" ผิวขาวคนหนึ่งเดินเข้ามานั่งในเก้าอี้ตัวถัดไป และหล่อนได้นำกล้องถ่ายรูปมาวางลงบนเก้าอี้ตัวที่ฉันได้เอากระเป๋าวางไว้ ฉันจึงกล่าวว่า "ขอโทษนะคะ เก้าอี้ตัวนี้ฉันจองไว้ให้สามี ซึ่งกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้" ซึ่งในทันใด หล่อนก็ได้หันมาทำตาถลึงใส่ฉันและพูดว่า "เธอไม่เห็นหรือไงยะ ว่าฉันได้เอากระเป๋าเดินทางวางไว้ข้างหน้าเก้าอี้ตัวนี้ ก่อนที่เธอจะมานั่งเสียอีก" ฉันจึงได้โต้ตอบกลับไปว่า "กระเป๋าของเธออยู่ห่างจากเก้าอี้ตัวนี้ ตั้ง 3 ฟุตนะเหรอ" หล่อนขึ้นเสียงใส่ฉันทันทีว่า "เธอขยับไปไกลๆ ซะดีๆ" ฉันบอกว่าฉันมีสิทธิที่จะนั่งอยู่ตรงนี้และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายไปไหน เธอจึงได้หันไปนินทาฉันดังๆ (ต่อหน้าฉัน) ให้แม่ผิวดำคนที่นั่งข้างๆ เธอฟัง ฉันจึงได้โทรศัพท์ไปบอกให้พ่อคุณของฉันรีบเดินเข้ามาโดยเร็ว เพราะว่าฉันกำลังถูกรุมด้วยวาจาจากผู้หญิงชั้นต่ำ ชาว "Ugly American" คนหนึ่ง
 
เมื่อเห็นว่าพ่อเจ้าประคุณสามีของฉันกำลังเดินเข้ามาที่หน้าประตู ฉันจึงลุกเดินไปหา และถือโอกาสรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับยามผู้รักษาความปลอดภัยฟัง ซึ่งยามก็ได้บอกให้ฉันมาบอกกับเธอให้ออกไปเจรจา เธอบอกกับฉันว่าเธอจะไม่ยอมออกไปพูดกับยามหรอก แล้วก็หันมายิ้มให้กับสามีของฉัน
 
เมื่อพ่อเจ้าประคุณสามีของฉันเดินออกไปข้างนอกระยะหนึ่ง หล่อนก็ได้เดินเข้ามานั่งข้างๆ ฉัน และกล่าวคำขอโทษในสิ่งที่เธอได้กระทำกับฉัน เธอพูดกับฉันโดยมีใจความว่า "ความจริงแล้ว เธอนั้นยิ่งใหญ่กว่าฉันมาก เธอจึงควรที่จะต้องพูดจาดีๆ กับฉัน และไม่ควรที่จะมีพฤติกรรมอันน่าเกลียดดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอกับฉันยังจะต้องพบกันอีกหลายเพลา" ฉันเลือกที่จะไม่เจรจาใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากกล่าวคำ "ขอบคุณ" สั้นๆ
 
และหล่อนคนนั้น ก็ได้เดินไปเดินมาเพื่อถ่ายรูปลูกสาว (ผู้เป็นเด็กลูกครึ่ง ดำ-ขาว) ที่เข้ามาฝึกอบรมเช่นกัน พอลูกสาวของหล่อนได้ถูกเรียกชื่อให้ขึ้นไปเต้นโชว์บนเวที หล่อนก็ได้หันมาพูดกับฉันว่า "เธอคือลูกสาวของฉัน... เธอคือลูกสาวของฉัน" เท่านั้นไม่พอ เธอยังบอกกับฉันและสามีว่า "ยินดีด้วยค่ะ ลูกสาวของคุณก็มีพรสวรรค์มาก"
 
ฉันได้มารู้ในภายหลังว่า ลูกสาวของหล่อนนั้นเป็น Dance Scholar ที่มาจาก Broadway Studio ของเมืองนิวยอร์ก และฉันก็ได้เห็นสามีผิวดำของหล่อน (ผู้เป็นพ่อของเด็ก) ออกไปเต้นโชว์บนเวทีในช่วงของแขกรับเชิญด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ลูกสาวของหล่อนก็ยังได้เปรยให้เพื่อนๆ (รวมทั้งลูกสาวของฉัน) ฟังว่า มีหลายครั้งหลายคราที่เธอรู้สึกอับอายในพฤติกรรมของแม่ของเธอ
 
ไม่รู้หรอกนะว่าฉันยังจะต้องพบเจอกับแม่ "Ugly American" ประเภทนี้ไปอีกสักกี่ครั้งกี่ครา และแล้วความทรงจำในอดีตครั้งหนึ่งของฉันก็แจ่มกระจ่างชัดขึ้น วันนั้นเป็นวันที่ลูกสาววัยสองขวบสิบเดือนของฉัน ได้รับการสวมมงกุฏในตำแหน่ง "Little Miss Hollywood of Rhode Island 2001" หลังการเชือดเฉือนกันในรอบสุดท้ายกับเด็กหญิงชาวอเมริกัน ผู้มีผมหยิกสีบลอนซ์และนัยน์ตาสีฟ้า ซึ่งทุกคนต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับฉัน จะมียกเว้นก็เพียงแต่แม่ของหนูน้อยคนนั้น ที่มีเพียงสายตาอันเหี้ยมโหด ดุร้าย ประหนึ่งว่าแทบจะกินเลือดกินเนื้อหรือห้ำหั่นฉันให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ไปในทันที
 
 
เพื่อนบ้านแบบฉบับ "Ugly American"
 
อเมริกันชนเป็นชาติที่มีความหวานเจี๊ยบในเรื่องของคำพูด แต่บางครั้งฉันเองก็ต้องยอมรับว่า กับคำพูดที่เคยหวานแหววนั้น การกระทำจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันเลย
 
"เพื่อนบ้าน" ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่ฉันได้ประสพกับเหตุการณ์ด้วยตนเอง... ครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องมีอยู่ว่า ฉันและสามีได้ย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่บนเนินเขาที่เพิ่งจะสร้างแล้วเสร็จ เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ได้เข้ามาทักทายและแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร บ้านของฉันมีสุนัขลูกชายสุดที่รักอยู่หนึ่งตัว อยู่ในวัยหนึ่งขวบเศษๆ ซึ่งเรียกว่ากำลังเป็นหนุ่มและเต็มไปด้วยความร่าเริง ส่วนเพื่อนบ้านของฉัน (ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าด้านตรงกันข้ามของถนน บริเวณทางเข้าเพื่อขึ้นเนินมาที่บ้านของฉัน) ก็มีสุนัขหนึ่งตัวซึ่งมีอายุมากแล้ว และลูกชายสุดที่รักของฉันก็ชอบวิ่งไปเล่นด้วย และแถมด้วยการถ่ายลงในบริเวณสนามหญ้าของเพื่อนบ้าน ทันใดนั้นฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจว่ามีเพื่อนบ้านโทรมาแจ้งให้ปรับฉันเรื่องสุนัขลูกชายของฉันได้เข้าไปถ่ายอุจจาระในบริเวณบ้านของเขา
 
ฉันเองนั้นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบโทรศัพท์ไปขอโทษเพื่อนบ้าน พร้อมกับให้เบอร์โทรศัพท์ของฉัน บอกกับเขาว่าเราเป็นเพื่อนบ้านกัน มีอะไรก็ควรที่จะพูดจากันได้ และเพื่อนบ้านก็ได้กล่าวขอบคุณ อยู่ต่อมาฉันก็ได้ต้อนรับตำรวจที่มาเยือนพร้อมกับหมายเรียกค่าปรับเรื่องปล่อยให้สุนัขเดินเล่นโดยไม่มีการจูง โดยเพื่อนบ้านของฉันได้โทรศัพท์ไปแจ้งให้ตำรวจมาดำเนินการ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเพื่อนบ้านคนที่เป็นสามีก็ได้มาอาสาช่วยฉันกวาดหิมะบริเวณทางเข้าบ้านหนึ่งครั้ง
 
สามปีต่อมา ฉันและครอบครัวได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านชายหาด ซึ่งมีหาดส่วนตัวและเป็นบริเวณที่มีความเป็นส่วนตัวพอสมควร เพราะมีเพื่อนบ้านสูงวัยประเภทที่นับจำนวนคนได้เลยทีเดียว และหลายๆ คนก็ได้แสดงความเป็นมิตรทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบตามธรรมเนียม
 
เมื่อกาลเวลาผันผ่านล่วงเลยเข้ามาถึงฤดูหนาว หลังจากที่พายุหิมะได้ทับถมเข้ามาและสงบลง สามีของฉันและน้องสาวของเขา (ซึ่งได้มาพักอยู่ที่บ้านชายหาดเป็นการชั่วคราว) ได้พากันออกไปเก็บกวาดหิมะที่ทับถมอยู่บนรถยนต์ เพราะว่าทั้งสองคนจะต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า เพื่อนบ้านผู้สามี ได้เดินออกมาบอกกับสามีของฉันและน้องสาวว่า ไม่ควรกวาดหิมะลงบนถนน เพราะจะทำให้รถกวาดหิมะทำงานลำบาก สามีของฉันจึงได้ตอบไปว่า "ผมจะกวาดหิมะบนรถของผม และก็ในบริเวณบ้านของผม คุณมีปัญหาอะไรหรือ"
 
และหลายวันต่อมา เจ้าสามีเพื่อนบ้านคนนั้นก็มาขอโทษกับฉัน และฝากคำขอโทษไปให้สามีของฉัน โดยเขาบอกว่าวันนั้นเป็นวันที่เขาอารมณ์ไม่ดี ซึ่งใครๆ ทุกคนก็ย่อมต้องมีวันซวยและอารมณ์เสียบ้าง ???
 
ในวันเดียวกันนั้น เพื่อนบ้านผู้ภรรยาก็ได้บอกกับฉันโดยตรงว่า วันหนึ่งฉันจะต้องทำอาหารไทยถวายครอบครัวของหล่อน เพราะว่าหล่อนชอบอาหารไทยมาก ฉันจึงได้บอกให้เธอตั้งตารอต่อไป และหลายวันต่อมาเธอก็ได้บอกให้ลูกสาวของฉันไปเก็บอุจจาระสุนัขในบริเวณบ้านของเธอ ซึ่งฉันก็ได้ตอบเธอไปว่าเธอไม่มีสิทธิที่จะมาสั่งให้ลูกสาวของฉันไปทำอะไรเช่นนั้น ต่อมาไม่นานในขณะที่ฉันกับลูกสาวอยู่บ้านกันสองคน (เพราะพ่อยอดชายของฉันยังไม่กลับจากทำงาน) เธอก็ได้โทรศัพท์มาสั่งให้ฉันเข้าไปเก็บอุจจาระสุนัขในบริเวณสนามหน้าบ้านของเธอ ซึ่งฉันก็ได้ถามเธอไปว่า เธอมีหลักฐานอะไรที่ว่าสุนัขของฉันได้ไปถ่ายในบริเวณบ้านของเธอ และฉันได้พูดต่อไปว่า พฤติกรรมของเธอนั้นได้กระทำการอันอุกอาจและน่าเกลียดมาก โดยการบอกให้ลูกสาวของฉันไปเก็บอุจจาระสุนัข และคราวนี้ก็มาสั่งให้ฉันไปเก็บอุจจาระสุนัขอีก โดยไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น ว่าสุนัขของฉันได้ไปกระทำใดๆ ในบริเวณบ้านของเธอ ซึ่งพฤติกรรมของเธอดังกล่าวนั้น ส่อให้เห็นถึงการรุกรานสิทธิรวมทั้งการแบ่งแยกสีผิวที่ไม่น่าสรรเสริญ ซึ่งฉันอาจจะต้องนำความเข้าแจ้งความกับตำรวจเสียแล้ว เพราะว่าฉันนั้นถูกรุกรานสิทธิของความเป็นมนุษย์ และฉันยังพูดแถมต่อไปอีกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่มีอายุมากอย่างเธอจะมีพฤติกรรมเช่นนี้
 
ในอีกไม่กี่อึดใจต่อมาก็ได้มีตำรวจหญิงคนหนึ่งมาเยือนที่บ้านของฉัน ซึ่งเธอได้บอกฉันว่า ได้มีเพื่อนบ้านของฉันโทรศัพท์ไปขอให้ตำรวจมาบอกให้ฉันไปเก็บอุจจาระสุนัขในบริเวณบ้านของเพื่อนบ้านคนนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าก้อนอุจจาระสุนัขที่มีปรากฏในบ้านของเธอนั้นมีขนาดใหญ่กว่าขนาดอุจจาระของสุนัขของเธอซึ่งตามปกติแล้วจะมีขนาดเล็ก ตำรวจหญิงคนนั้นได้เจรจาเป็นภาษาอังกฤษแบบช้าๆ และชัดเจนมากๆ จนฉันต้องบอกให้เธอพูดภาษาอังกฤษแบบปกติก็ได้ เพราะว่าฉันนั้นสามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี และฉันก็ได้บอกกับตำรวจหญิงคนนั้นไปว่า ฉันจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ นอกจากนั้นฉันก็ยังบอกกับเธอว่า ไม่มีกฏหมายหรือข้อกำหนดบทใดของสหรัฐอเมริกา ที่ให้คนอื่นเข้าไปเก็บอุจจาระสุนัขในบริเวณบ้านของเพื่อนบ้านหรอกนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐาน ซึ่งหลังจากคุยกันพอสมควร เธอก็ได้บอกกับฉันว่าเธอจะกลับไปบอกเพื่อนบ้านของฉันว่าหล่อนไม่มีสิทธิสั่งให้คนโน้นคนนี้เข้าไปเก็บอุจจาระสุนัขในบ้านของหล่อน แล้วเธอก็จากไปพร้อมกับรอยยิ้ม
 
ในค่ำคืนก่อนวันคริสต์มาส ฉันและครอบครัวได้ออกไปทานอาหารกันข้างนอก แต่พอกลับมาถึงบ้านก็ปรากฏว่าได้มีรถยนต์ของคนอื่นมาจอดอยู่ในบริเวณที่จอดรถหน้าบ้านของฉัน และไม่เหลือที่ว่างให้ฉันสามารถจอดรถได้ เพราะว่ามีงานปาร์ตี้ของเพื่อนบ้าน สามีของฉันจึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งเพื่อนบ้านให้บอกกับแขกของเขาให้มาเลื่อนรถที่จอดอยู่ในบริเวณบ้านของฉัน เพื่อนบ้านผู้สามีได้เดินออกมาพร้อมกับส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย ซึ่งฉันกับลูกสาวอยู่ภายในบ้าน ได้ยินเสียงและเผลอคิดไปว่าสามีของฉันกับเพื่อนบ้านทักทายกันเสียงดังขนาดนี้เชียวหรือ พอฉันเปิดประตูเพื่อที่จะทักทาย หัวใจของฉันก็พลันแทบหยุดเต้นเมื่อพบว่าผู้ชายสองคนกำลังส่งเสียงด่าทอกันมากมาย ....รวดเร็วกว่าความคิด ฉันได้พาตัวเองออกไปนอกบ้านและบอกสามีของฉันให้หยุด ฉันได้กล่าวกับเจ้าเพื่อนบ้านผู้สามีว่า "พวกคุณไม่ดูตามาตาเรือบ้างเลยหรือ ที่ปล่อยให้แขกของคุณเข้ามาจอดรถในบริเวณบ้านของฉัน" เจ้าเพื่อนบ้านผู้สามีได้หันมากล่าวคำผรุสวาทกับฉัน เพียงแต่โชคดีที่เขายั้งไว้ทัน มีเพียงเสียง f... (ฟ...) ติดอยู่ที่ริมฝีปากเท่านั้น พ่อยอดชายของฉันจึงได้กระโดดเข้าประชิดตัวเจ้าเพื่อนบ้านคนนั้นทันที พร้อมกับกล่าวมา "มึงอย่ามาแตะต้องภรรยาของกูนะ" เจ้าเพื่อนบ้านผู้สามีจึงได้รีบวิ่งหนีเข้าบ้านไปเลยทันที และแล้วแขกของเพื่อนบ้านผู้สูงวัยคนหนึ่งก็ได้ออกมาเลื่อนรถของตนเองออกไปจอดที่อื่น
 
 
เจ้านายแบบฉบับ "Ugly American"
 
การใช้ชีวิตอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนหรือสังคมใด หรือแม้แต่ในแวดวงของคนมีการศึกษา ก็ทำให้ฉันรู้สึกขยาดกับคนอเมริกันแทบทั้งสิ้น
 
เมื่อฉันยังทำงานในตำแหน่งนักวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ และเพื่อให้เป็นไปตามกฏระเบียบ ฉันจึงได้มอบหมายให้เลขานุการของภาควิชาดำเนินการเรื่องลงทะเบียน ในการไปบรรยายในงานประชุมสัมมนาวิชาการของฉัน ซึ่งต่อมาฉันได้ติดตามถามไถ่แม่เลขาหน้าแฉล้ม ผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ตามแบบฉบับของหญิงอเมริกัน เธอเองนั้น ทำท่าตกอกตกใจ และบอกว่า "ขอโทษนะ ฉันงานยุ่งมากไปหน่อย ก็เลยลืมลงทะเบียนให้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เธอเอารายละเอียดมาให้ฉันอีกที แล้วฉันจะจัดการให้" ฉันบอกกับเธอไปว่า "ไม่เป็นไร แล้วฉันจะจัดการเอง เพราะว่ามันผ่านกำหนดระยะเวลาลงทะเบียนมาแล้วสำหรับผู้บรรยาย ฉันจะต้องติดต่อกับเขาโดยตรง เพื่อดูว่าฉันจะยังสามารถบรรยายในงานประชุมวิชาการได้หรือไม่"
 
และเมื่อฉันได้ติดต่อขอโทษขอโพยผู้ดำเนินการจัดประชุม เขาก็ได้ตรวจดูและพบว่า ฉันได้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนที่จะหมดเขต ฉันถึงกับหัวเราะออกมา และบอกว่าเลขาของภาควิชาของฉันคงจะมีงานยุ่งจริงๆ ถึงกับจำไม่ได้ว่าได้ลงทะเบียนให้ฉันแล้ว
 
ฉันได้บอกกับเลขานุการของภาควิชาว่า "ฉันมีข่าวดีมาบอก เธอนั้นได้ลงทำการทะเบียนให้ฉันและอาจารย์อีกคนหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณมากค่ะ เธอนั้นคงจะมีงานยุ่งมากจริงๆ ถึงกับลืมไปเลยว่าได้ทำการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งค่ะ"
 
ฉันได้กลับมาที่ห้องทำงานของฉัน นั่งทำงานได้ไม่นานนัก ก็มีแขกมาเยือน และแขกท่านนี้ก็มีตำแหน่งถึง "หัวหน้าภาควิชา" ซึ่งด็อกเตอร์คนนี้มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ชี้หน้าแยกเขี้ยวใส่ฉันและตะโกนว่า "เธอนี่นะหยาบคายที่สุดกับเลขาของฉัน (You're very RUDE to my secretary!) ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเลขาคนดีของฉันได้ เธอจงจำเอาไว้ให้ดี" ฉันเองนั้นรู้สึกยังงงๆ อยู่ แต่ก็ตอบไปว่า "เกิดอะไรขึ้นคะ ฉันยังไม่เคยหยาบคายกับเลขาของคุณเลย เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปคุยกับเธอเอง"
 
และฉันจึงได้ไปหาเลขานุการคนนั้น พบว่าตาของเธอแดงๆ คล้ายกับผู้ที่ผ่านการร้องไห้มา ฉันถามเธอว่า "เด็บบี่... เกิดอะไรขึ้นหรือคะ เธอเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า" เธอบอกว่า "คุณหยาบคายกับฉันมาก" ฉันจึงได้ตอบเธอไปว่า "ฉันนะหรือหยาบคายกับเธอ ฉันได้ขึ้นมาขอบคุณเธอ และบอกกับเธอว่าเธอได้ลงทะเบียนให้ฉันไปเรียบร้อยแล้ว เธอคงจะมีงานมากจริงๆ ถึงกับลืมไปเลยว่าเธอได้ทำงานเสร็จสิ้นแล้ว ก็เท่านั้นเอง โธ่เอ๋ย หากเพียงเรื่องนี้ แล้วทำให้เธอเสียใจ ฉันขอโทษนะ อย่าโกรธฉันนะ" เธอตอบรับคำขอโทษของฉัน แล้วฉันก็ยังแหย่เธอต่อไปว่า "ไหนลองยิ้มให้ดูได้ไหม" ซึ่งเธอก็ยิ้มให้ฉัน แล้วเราก็กอดกัน
 
พอฉันกลับมาถึงห้องทำงาน ได้ลองนึกทบทวนเหตุการณ์ ก็รู้สึกว่ารับไม่ได้ จำต้องจัดการอะไรบางอย่าง
 
ฉันได้กลับไปที่ห้อง "หัวหน้าภาควิชา" ซึ่งมีเลขาคนเดียวกันนั่งอยู่หน้าห้อง ฉันเคาะประตูและได้รับคำเชิญให้เข้าไป ฉันได้บอกกับด็อกเตอร์หัวหน้าภาควิชาคนนั้นว่า ฉันใคร่ขอคุยอะไรด้วยสักหน่อย เจ้านายบอกว่า พอมีเวลาอยู่บ้าง แต่ไม่เกินห้านาทีเท่านั้น ฉันจึงบอกไปว่า เท่านั้นก็เกินพอ
 
ฉันได้บอกกับด็อกเตอร์หัวหน้าภาควิชาผู้เป็นเจ้านายคนนั้นว่า "ฉันไม่แคร์หรอกนะว่าคุณจะเป็นใคร และมีตำแหน่งหน้าที่การงานใด จะชอบหรือไม่ชอบฉันเป็นการส่วนตัวตั้งแต่สมัยที่ฉันยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกและคุณเคยสอนวิชาหนึ่งให้กับฉัน พฤติกรรมที่ผู้ชายอย่างคุณเอามือชี้หน้าและสำรอกใส่ฉันซึ่งเป็นผู้หญิงนั้น เป็นการกระทำที่หยาบคายมาก ไม่สามารถยอมรับได้ คุณจะต้องไม่กระทำการอันต่ำช้านี้กับฉันหรือผู้หญิงคนอื่นๆ อีกต่อไป" เจ้านายในแบบฉบับ "Ugly American" ผู้น่ารังเกียจคนนั้นได้สบตาฉัน กล่าวคำขอโทษ และสัญญาว่าเขาจะไม่มีพฤติกรรมหยาบคายและเลวร้ายนั้นอีก ไม่ว่ากับฉันหรือกับใครๆ
 
โปรเฟสเซอร์ของฉันสมัยเรียนปริญญาเอก (ซึ่งก็อยู่ในฐานะลูกน้องของหัวหน้าภาควิชาคนนี้ เพราะว่าอยู่ภายใต้ภาควิชาเดียวกัน) ได้กล่าวกับฉันว่า "ในฐานะที่ฉันเป็นลูกน้อง (โดยทางอ้อม) หัวหน้าภาควิชาคนนั้นไม่ควรที่จะมาเจรจาโดยตรงกับฉัน เขาควรที่จะไปเจรจาผ่านโปรเฟสเซอร์ผู้เป็นเจ้านายโดยตรงของฉัน และเจ้านายหัวหน้าภาควิชาคนนี้ก็เลยซวยไปหน่อยที่ได้มาพบกับด็อกเตอร์สาว ผู้มีความมั่นใจและหยิ่งทนงในความเป็นตัวของตนเอง ที่ไม่มีใครสามารถมาข้ามได้"
 
นับถึงวันนี้ ฉันได้จากภาควิชานั้นมากว่าสองปีแล้ว และฉันก็ไม่คิดที่จะต้องการได้สัมผัสกับเจ้านายแบบ "Ugly American" คนใหม่คนใด
 

 
AMERICA... LAND OF HOPE, FREEDOM, & OPPORTUNITY
 
ดินแดนทวีปอเมริกาเหนือ ในอดีตเมื่อประมาณกว่า 15,000 ปี เป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองชาวอเมริกันอินเดียนแดง ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้มีการสำรวจ บุกเบิก และเริ่มต้นตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรปขึ้น โดยราชอาณาจักรอังกฤษได้ก่อตั้งอาณานิคมใหม่ และให้รัฐบาลตัวแทนจากเกาะบริเตนทำการปกครองมาเป็นเวลาร้อยกว่าปี
 
ต่อมา อาณานิคมที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษจำนวน 13 อาณานิคม ได้ทำการประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 และก่อให้เกิดสงครามการประกาศอิสรภาพ ซึ่งสงครามได้สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1783 โดยชัยชนะเป็นของอดีตอาณานิคม เกิดเป็นประเทศใหม่ขึ้น เรียกว่า "สหรัฐอเมริกา" ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้แผ่ขยายอาณาเขตของตนเองจาก 13 รัฐไปถึง 50 รัฐกับอีกหนึ่งเขตปกครองกลาง รวมถึงดินแดนภายใต้การปกครองอีกหลายแห่ง ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ด้วยเนื้อที่กว่า 9.1 ล้านตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากเป็นอันดับสาม ด้วยจำนวนประชากรกว่า 300 ล้านคน
 
 
นับตั้งแต่วันที่สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศอิสรภาพ ในปี ค.ศ. 1776 ถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 232 ปี ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาเติบใหญ่ กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของโลก และเป็นอภิมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวของโลกในยุคปัจจุบัน ทั้งในด้านการทหารและเศรษฐกิจ ซึ่งรวมไปถึงในด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา การกีฬา และ บันเทิง
 
จึงไม่แปลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จะกลายเป็นดินแดนที่มีผู้อพยพหลากหลายเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ต่างหมายมุ่งเข้ามา ติดตาม สืบเสาะ แสวงหาความฝันและความหวัง ที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ หลายๆ คน พบว่าสหรัฐอเมริกา คือดินแดนแห่งความฝัน ดินแดนแห่งโอกาส และดินแดนแห่งเสรีภาพ อย่างแท้จริง
 
ฉันเป็นอีกคนหนึ่ง ที่ได้เริ่มต้นเดินทางมาอเมริกา เพื่อติดตามความฝันด้านการศึกษา ที่เชื่อกันว่าระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกนั้น มีอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
และฉันก็ได้พบว่า ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ยิ่งใหญ่จริงๆ สมแล้วกับคำเปรียบเปรยที่เรียกอเมริกาว่า "พญาอินทรีย์" หรือที่เราคนไทยเรียกขานนามอเมริกาว่า "ยักษ์ใหญ่" (และ "ยักษ์เล็ก" สำหรับประเทศญี่ปุ่น) ในเชิงธุรกิจ
 
หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง  ที่ฉันได้รู้ได้เห็น เกี่ยวกับความเป็น "อเมริกัน-อเมริกา" ก็ทำให้ฉันตะลึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการเมืองและประชาธิปไตย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแห่งเดียวในโลก ที่ใครๆ ก็อาจขึ้นเป็น "ประธานาธิบดี" ได้ ขอเพียงแต่ให้เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น (ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ) ไม่ว่าคนๆ นั้น จะเป็นใคร เขาอาจเป็นดารานักแสดงมาก่อน เช่น ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน หรือ เด็กชายบิล คลินตัน ผู้เคยได้สัมผัสมือกับ ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ผู้ลือนามมาก่อน ตั้งแต่สมัยที่ตนเองยังเป็นเด็ก และต่อมาเขาก็ได้กลายเป็น ประธานาธิบดีบิล คลินตัน และสำหรับวันนี้ ก็เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เมื่อประธานาธิบดีผู้ผ่านการเลือกตั้งคนใหม่ มีชื่อว่า "บารัก โอบามา"
 
 
บารัก โอบามา มีชื่อเต็มว่า "บารัก ฮุสเซน โอบามา" เป็นลูกชายของหญิงสาวชาวอเมริกัน และมีพ่อเป็นชาวแอฟริกัน ชื่อ "บารัก ฮุสเซน โอบามา" ผู้ซึ่งในขณะนั้นเป็นนักศึกษาจากประเทศเคนย่า ที่ได้เดินทางมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ต่อมา พ่อและแม่ของโอบามา ได้ตกลงหย่ากัน ในที่สุดแม่ของบารัก ได้แต่งงานใหม่กับคนอินโดนีเซีย และได้พาลูกชายเดินทางไปอาศัยอยู่ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย ต่อมา โอบามา ได้กลับมาเข้าเรียนหนังสืออยู่กับตายายที่มลรัฐฮาวาย และในที่สุดแม่ของโอบามา ก็ได้แยกทางกับพ่อใหม่ และกลับมาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา บ้านเกิด เธอได้ผ่านความจน ขนาดที่บางครั้งต้องอาศัยเงินช่วยเหลือจากรัฐ
 
บารัก โอบามา เติบใหญ่ขึ้นมาในท่ามกลางวิกฤตของการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์และตำนานของการสร้างชาติของสหรัฐอเมริกา เขาได้ต่อสู้ท่ามกลางการเลี้ยงดูจากแม่ และยาย หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย โอบามาได้ตัดสินใจเดินทางไปพบกับพ่อบังเกิดเกล้า ที่ประเทศเคนย่า และนั่นก็คือการพบกันเพียงครั้งเดียว เมื่อหลังจากนั้นไม่นาน พ่อของโอบามาก็ได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
 
และในที่สุด แม่ของโอบามา ก็ได้จากไปด้วยสาเหตุของโรคมะเร็ง ส่วนยายนั้น ในชีวิตได้ผ่านการตรากตรำทำงานหนัก โดยเริ่มต้นไต่เต้าจากตำแหน่งเสมียน และสุดท้ายก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นระดับผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่ง ไม่เคยมีใครล่วงรู้ หรือคาดหวังมาก่อนว่าหลานชายสุดที่รักคนเดียวที่ตนเองได้ดูแลมา จะได้รับตำแหน่งสูงสุดทางสังคมในฐานะ ประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ในบั้นปลายชีวิต ยายของโอบามา ได้ลงคะแนนในการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี ให้กับหลานชาย และเสียชีวิตก่อนวันเลือกตั้งจริงเพียงสองวันเท่านั้น เธอคงจะได้รับรู้ด้วยวิญญาณว่าโอบามา หลานชายของเธอนั้น ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกา
 
จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันต้องยอมรับว่า อเมริกา เป็นดินแดนแห่งความหวัง เสรีภาพ และโอกาส อย่างแท้จริง
 
ฉันเองไม่เคยได้ตั้งความหวัง หรือความฝัน ในแบบที่ไกลเกินเอื้อม หากจะว่าไปแล้ว ฉันเองนั้นได้ถูกหล่อหลอม (ด้วยความเต็มใจ) มาแบบไทยๆ ที่จะเลือกดำรงชีวิตอยู่ในวันนี้ เพื่อวันนี้ เพราะเรื่องของกาลเวลานั้น แม้แต่วันพรุ่งนี้ ก็ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ ฉันนั้นไม่ปรารถนาที่จะเชื่อในเรื่องของชาติก่อน หรือชาติหน้า ฉันรับรู้เพียงชาติปัจจุบัน เพียงแต่ในชาตินี้ และชีวิตนี้ ฉันตั้งใจทำแต่ความดี และตั้งอยู่บนความถูกต้อง ฉันมีความเชื่อมั่นว่า ความดีนั้นเสมือนน้ำทิพย์ ที่จะปกป้องผู้กระทำความดี ทว่า...ในวงเวียนของสัตว์โลกนั้น ทุกอย่างย่อมต้องเป็นไปตามกรรม
สำหรับฉัน อเมริกาคือดินแดนแห่งความหวัง... โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา และฉันก็ได้ทำความหวังนั้นให้เป็นความจริงขึ้นมาได้
สำหรับฉัน อเมริกาคือดินแดนแห่งเสรีภาพ... ซึ่งฉันรับรู้ได้เป็นอย่างดีถึงความรู้สึกปลดปล่อยดังกล่าว
และสำหรับฉัน แม้ว่าจะไม่ได้เลือกมาอเมริกาเพื่อโอกาส แต่ อเมริกาคือดินแดนแห่งโอกาส... ฉันได้มีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ได้มีโอกาสเริ่มทำในสิ่งใหม่ๆ โอกาสของฉันยังมีอีกยาวไกล เพราะฉันยังไม่มีตัวกำหนด ที่เป็นความหวังหรือความฝัน
สำหรับคนไทยหลายๆ คนที่ฉันได้พบเจอ อเมริกาคือดินแดนแห่งโอกาสและความหวัง หลายๆ คนตั้งใจที่จะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ประเทศไทยในวันหนึ่งข้างหน้า หลังจากที่เขาเหล่านั้น ร่ำรวยและมีเงินทองมากพอ ที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางญาติพี่น้องและเพื่อน 
 

 
FINAL CHAPTER... American Husband
บทสุดท้าย... สามีอเมริกัน
 
ราวปี ค.ศ. 1989 ได้มีการตีพิมพ์ในนิตยสารผู้หญิงชื่อดังฉบับหนึ่ง จากการวิจัยพบว่า สามีที่ดีที่สุดในโลก คือ "สามีอเมริกัน" ฉันตอนนั้น ยังไม่เคยมีเพื่อนชายชาวอเมริกัน ได้เพียงอ่านและบันทึกเก็บเอาไว้ในความทรงจำ... เท่านั้น
 
เมื่อฉันได้มาศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งหนึ่งฉันได้ไปเที่ยวหาเพื่อนที่มลรัฐฟลอริดา ฉันและเพื่อนๆ ได้พบกับผู้หญิงชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในราววัยคุณน้า เธอได้พูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นมิตร และถามว่า "พวกหนูๆ มีแฟนกันแล้วหรือยัง หากคิดจะมี ขออย่าเลือกผู้ชายอเมริกันนะ" ฉันเองตอนนั้น ยังไม่ได้พบกับเจ้าชายรูปงามชาวอเมริกัน แต่ก็ได้มีทั้งหนุ่มบ้าง แก่บ้าง ที่เริ่มเข้ามาจ๊ะจ๋า ฉันจึงได้พยายามสร้างสรรค์บรรยากาศ โดยล้อเธอเล่นไปว่า "หากหนูกำลังคบหาดูใจกันอยู่ล่ะคะ" คุณน้าคนสวยคนนั้น ตอบสวนกลับมาทันทีว่า "Leave him!" (เลิกกับนายคนนั้นทันที) พวกเรานั้นถึงกับฮาครืนกันเลยทีเดียว
 
แล้วฉันจึงได้ถามต่อไปว่า "เพราะอะไรหรือคะ" คุณน้าฟิลิปปินส์คนสวยจึงได้เล่าให้พวกเราฟังว่า เธอกับอดีตสามีอเมริกัน ได้แต่งงานอยู่กินกันมากว่า 13 ปี อยู่มาวันหนึ่ง พ่อคุณก็ได้บอกกับเธอว่า "ฉันหมดรักเธอแล้วนะ และฉันต้องการหย่ากับเธอโดยเร็วที่สุด" คุณน้าคนนั้นไม่สามารถพูดจาขอร้องคุณสามีให้เปลี่ยนใจได้ เพราะพ่อคุณขู่ว่าจะฟ้องร้องเรื่องหย่า ด้วยเหตุผลเพียงว่า "ไม่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว" คุณน้าคนสวยคนนั้นจึงต้องยินยอมหย่าในที่สุด และเริ่มทำมาหาเลี้ยงชีพโดยลำพัง เพื่อส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวที่ประเทศฟิลิปปินส์ เธอบอกกับพวกฉันว่า แล้ววันหนึ่งเธอก็จะกลับไปประเทศของเธอ เพราะว่าอยู่ที่นั่น เธอเหงามาก ไม่เคยมีเพื่อนหรือญาติที่แท้จริง
 
ในความเป็นจริงแล้วนั้น ไม่มีใครที่เป็นคน "อเมริกัน" โดยเชื้อสาย เพราะว่าไม่มีเชื้อชาติอเมริกัน มีเพียงสัญชาติอเมริกันเท่านั้น หากพูดถึงคนอเมริกันพื้นเมือง ก็จะหมายถึงชาว อเมริกันอินเดียนแดง
 
วัฒนธรรมอเมริกันที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ล้วนเป็นการผสมผสานกันของวัฒนธรรมตะวันตก ของชนชาติอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาเลียน เยอรมัน ไอริช และอื่นๆ และความเป็น "อเมริกัน" หรือ "Ugly American" นั้น ก็เป็นเพียงรูปแบบใหม่ๆ ที่ชนชาติตะวันตกหลายๆ เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ได้สร้างขึ้นมา บนพื้นฐานของความเชื่อในเรื่องอิสรภาพ และการพูดจาอย่างตรงไปตรงมา เพราะเขาไม่มีวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่ว่า "ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา" หรือ "ขุ่นอยู่ข้างใน ใสอยู่ข้างนอก" เขาสอนกันแต่เพียงว่า "Treat people the way you want to be treated." (จงปฏิบัติต่อคนอื่นแบบที่คุณต้องการให้คนอื่นปฏิบัติต่อคุณ) หรือไม่ก็ "If you can't say anything nice, don't say it at all." (หากเธอไม่สามารถพูดจาแบบหวานๆ ดีๆ ได้ ก็จงหุบปากเสีย) และนั่นก็คือสาเหตุที่ว่า ทำไมอเมริกันชนจึงเป็นแบบ "ปากหวานก้นเปรี้ยว" หรือ พวกพูดจาตรงไปตรงมาแบบเชือดเฉือนน้ำใจสิ้นดี
 
หลังจากทริปฟลอริดาครั้งนั้น เมื่อฉันกลับมาถึงโรดไอแลนด์ได้ไม่นาน ฉันก็ได้พบกับ "เจ้าชายอเมริกัน" ของฉัน อย่างไม่คาดคิดมาก่อนว่า ฉันจะมีโอกาสได้สัมผัส บทพิสูจน์ "สามีอเมริกัน" ได้รวดเร็วขนาดนี้...
 
จำได้ว่า ในวันแรกที่พบกันนั้น เจ้าชายของฉันได้เดินหลงทางเข้ามาในห้องทำงานของฉัน เมื่อเราได้เริ่มพูดจากัน ฉันก็แอบคิดไปว่า พ่อหนุ่มสุดหล่อคนนี้ ต้องเป็นลูกครึ่งฝรั่งผสมกับอินเดียนแดงแน่ๆ เลย ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงคิดเช่นนั้น และต่อมากาลเวลาก็ได้พิสูจน์ความคิดของฉัน เพราะว่ามีเหตุการณ์อันไม่คาดคิดก็คือ มีอเมริกันอินเดียนแดงหัวหน้าเผ่าคนหนึ่ง ได้เดินเข้ามาพูดจากับเจ้าชายของฉันว่า "ไอ้พวกผิวขาว มันแย่งเอาดินแดนของพวกเราไป"... แล้วต่อมา เมื่อฉันกับพ่อยอดชายได้ไปเที่ยวที่เมืองซานฟรานซิสโก ฉันก็ได้พบรูปปั้นอินเดียนแดงที่หน้าตาเหมือนกับพ่อยอดชายของฉัน เหมือนกับเป็นคนๆ เดียวกันเลย... และเขาก็ว่ากันว่า หากฉันมีสันจมูกโด่งกว่านี้หน่อย ก็สามารถแต่งตัวเป็นอเมริกันอินเดียนแดงได้เลย ยิ่งฉันนั้นชอบเครื่องประดับพวก Turquoise เป็นทุนอยู่แล้ว ก็ยิ่งเหมาะสมนัก
 
  
ภาพถ่ายเปรียบเทียบระหว่างเจ้าชายของฉัน กับ รูปปั้นอเมริกันอินเดียนแดง
 
อย่างไรก็ตาม มิตรภาพระหว่างเราสองคนนั้น ก็ไม่ได้เริ่มขึ้นเพราะฉันคิดว่า "Prince Charming" คนนี้ของฉันเป็นลูกผสมอเมริกันอินเดียนแดงหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่า เจ้าชายอเมริกันของฉันคนนี้เป็นแบบฉบับของ "ความโรแมนติกแบบอเมริกัน" หัวใจของฉันจึงได้มอบให้เขาไปหมดทั้งดวง ฉันเองนั้นถึงกับหัวเราะให้กับตัวเอง ที่ก่อนนั้นเคยเขียนบันทึกแบบเด็กๆ มาเป็นระยะๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่าน ว่าฉันจะไม่สามารถรักใครได้มากไปกว่าเพื่อนชายคนที่หนึ่ง... สอง... สาม... สี่... ห้า... หก... เจ็ด... (เอ๊ะ ฉันนี่มีความรักแจกจ่ายให้คนมากมาย ไม่เบาเลยเชียวนะ) แต่พอมาถึงพ่อหนุ่มอเมริกันคนนี้ หนุ่ม หรือไม่หนุ่ม คนอื่นๆ ไม่ว่าชาติไหนก็ต้องชิดซ้ายไปเลยจริงๆ
 
ความลับสุดยอดนั้นมีอยู่ว่า พ่อหนุ่มของฉันนั้นมิใช่อเมริกันธรรมดา แต่เป็น "อเมริกันเชื้อสายอิตาเลียน" เชียวนะ
 
รวบรัดตัดตอนกันเลยดีกว่า... เอาเป็นว่าความน่ารัก ความเฉลียวฉลาด ความโรแมนติก ความหล่อเหลา (สไตล์อิตาเลียน) และความดีของพ่อหนุ่มคนนี้ของฉัน เอาชนะใจฉันเต็มร้อย พร้อมด้วยกองเชียร์จากพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนๆ รอบข้าง ทั้งไทย อเมริกัน และชาติอื่นๆ ก็ฉันเล่นส่งรูปและประวัติของพ่อคุณไปทั่วโลก ถามหาความเห็นว่าความรักนั้นได้ทำให้ฉันตาบอดหรือเปล่า แหม...ก็นางรจนากำลังจะเลือกคู่สักที และโชคดีได้มาพบกับพระสังข์ทอง โดยที่ไม่ต้องมีการซ่อนรูปอยู่ในคราบเจ้าเงาะเลย ทุกคนลงมติว่า Go ahead!!! 
 
จะมีก็เพียงเพื่อนรักผู้หญิงชาวปาเลสไตน์ของฉันคนเดียวเท่านั้น ที่ไม่เห็นด้วย เพราะเธอต่อสู้เรื่องสิทธิสตรีมาทั้งชีวิตในบ้านเกิดของเธอเอง และเธอเชื่อว่าไม่ว่าผู้ชายชาติไหนๆ รวมทั้ง "Ugly American" ที่ชอบเป็น "เจ้าชีวิต" เธอเตือนฉันว่า แต่งงานแล้ว อย่าเผลอไปรวมบัญชีธนาคารกับพ่อยอดชายนะ
 
แล้วบางอย่างก็จริงอย่างที่เธอว่า ตอนเป็นแฟนกันนั้น พ่อคุณของฉันได้จัดทำรายการ "ข้อไม่ควรปฏิบัติ" โดยรวมเข้าไว้ประมาณ 10 รายการ ตัวอย่างเช่น ห้ามฉันไปไหนมาไหนสองต่อสองกับเพื่อนชายคนอื่น ห้ามโน่นห้ามนี่ ฉันเองเมื่อได้อ่านรายการแล้ว หัวเราะขบขันสิ้นดี บอกกับพ่อหนุ่มด้วยสำเนียงอันอ่อนหวานว่า "เธอไม่จำเป็นที่จะต้องมาห้ามฉันไม่ให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้เลย เพราะสิ่งต่างๆ ที่ไม่ดีนั้น ฉันจะไม่มีวันทำเป็นอันขาด สำหรับเรื่องการนั่งรถไปไหนมาไหนสองต่อสองกับเพื่อนชายของฉันนั้น เพราะเรามีเรียนด้วยกัน และเปลี่ยนกันขับรถ ก็ไม่น่าจะมาห้าม" นอกจากนี้ ฉันก็ได้อ้อนเขาไปว่า "ฉันไว้ใจเธอได้ไหม หากว่าได้ เธอก็น่าที่จะไว้ใจฉัน เหมือนกับที่ฉันนั้นไว้ใจเธอ"
 
หลังจากแต่งงานกัน เขาก็ได้ขอร้องให้ฉันรวมบัญชีเงินฝากธนาคาร ฉันพยายามที่จะไม่ยอมรวมบัญชี อ้างว่าฉันนั้นไม่มีเงินเหลือเลยสักเดือน เพราะว่าเป็นนักเรียนทุนคนยาก ใช้เงินเดือนชนเดือนเท่านั้น เหมือนชีวิตข้าราชการที่เมืองไทยเลย แต่เขาก็เฝ้าอ้อนวอนและยกเหตุผลมากมาย ฉันจึงยินยอมในที่สุด และจากบัญชีของฉันเดิมที่มีอยู่ศูนย์บาทหรือศูนย์ดอลลาร์ ก็ขึ้นเป็นห้าแสนบาททันที แต่ตัวฉันเองนั้นรู้สึกถึงการสูญสิ้นอิสรภาพส่วนหนึ่ง ทว่าเพื่อนคนไทยของฉันบางคนกลับมองว่าฉันฉลาด...
 
"สามีอเมริกัน" นั้น ได้ชื่อว่าเป็นสามีที่ดีที่สุดในโลก หากจะวิเคราะห์กันง่ายๆ ก็เพราะสิทธิและความเท่าเทียมกันของผู้หญิงและผู้ชายในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก ที่เชื่อกันมาแต่ครั้งโบราณว่าผู้ชายมักจะอยู่เหนือผู้หญิง และเป็นผู้นำครอบครัว แต่ที่สหรัฐอเมริกานั้น ไม่แปลกเลยที่จะพบว่า "คุณพ่อ" อยู่บ้านเลี้ยงลูก ในฐานะ "Mr. Mom" นอกจากนี้ คุณพ่ออเมริกันทั้งหลายก็ยังช่วยดูแลลูก ซักผ้า ทำอาหาร ล้างจาน ช็อปปิ้ง ทำความสะอาดบ้านและห้องน้ำ ตัดหญ้าในสนาม ฯลฯ หลายๆ อย่าง ที่ไม่เป็นที่นิยมในสังคมประเทศอื่นๆ
 
มีหลายครั้งที่ฉันและ "สามีอเมริกัน" ได้เชิญเพื่อนๆ มาทานอาหารที่บ้าน หลายๆ คนได้เห็น "สามีอเมริกัน" ของฉันช่วยในเรื่องของการจัดโต๊ะอาหาร เสริฟ และเก็บจานใส่ในเครื่องล้างจาน เพื่อนๆ คนไทยมักชมว่า "สามีอเมริกัน" ของฉันนั้นน่ารัก และฉันโชคดี
 
ครั้งหนึ่ง ฉันและ "สามีอเมริกัน" ได้รับเชิญให้ไปทานอาหารมื้อค่ำที่บ้านสามีภรรยาคนไทยคู่หนึ่ง เรานั่งทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย และตอนหนึ่ง "สามีไทย" ก็ได้ยกถ้วยกาแฟขึ้นด้วยมือข้างขวา และใช้นิ้วชี้มือข้างซ้ายชี้ไปที่ถ้วยกาแฟของตนเอง โดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ และภรรยาไทยคนนั้นก็ได้วิ่งไปหยิบกาแฟมาเติมให้... "สามีอเมริกัน" ของฉันถึงกับงงงวย ถามว่ามีอะไรหรือ ภรรยาไทยได้ตอบว่า "สามีไทย" เพียงต้องการกาแฟเพิ่มเติมเท่านั้น และในระหว่างการรับประทานอาหาร "สามีไทย" ก็ได้ชี้นิ้วไปที่ถ้วยซุปของตนเอง และภรรยาไทยก็รับรู้ได้ในทันทีว่า "สามีไทย" นั้นต้องการซุปเพิ่ม
 
อย่างไรก็ดี ในโลกของความเป็นจริงนั้น มิได้หมายความว่า "สามีอเมริกัน" จะดีและวิเศษเลิศเลอเหนือไปกว่าสามีชาติอื่นๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็น "สามีที่ดี" เพราะในชีวิตของฉัน เท่าที่ได้พบเห็นและสัมผัสกับเพื่อนหลายๆ คน ที่ได้แต่งงานมีคู่ และจากการตีพิมพ์งานวิจัยในนิตยสารที่มีชื่อฉบับหนึ่งของยุโรป ในปี ค.ศ. 1989 แม้ว่า "ภรรยาชาวญี่ปุ่น" จะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่ดีที่สุดในโลก "สามีชาวญี่ปุ่น" ก็เป็นสิ่งที่น่าหลีกเลี่ยงมากที่สุด
 
เพราะฉันได้มีโอกาสไปอยู่ที่ประเทศเบลเยี่ยมเป็นเวลาสองปี ก็เลยได้พบและรู้จักกับ "สามีเบลเยี่ยม" หลายๆ คน และบังเอิญคนที่ฉันได้รู้จักนั้น ต่างก็เป็นคนมีอัธยาศัยดีพอสมควร แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เข้าใจ (เพราะตอนนั้นยังเด็กอยู่) ก็คือว่า มี "สามีเบลเยี่ยม" คนหนึ่ง เขาหลงรักคนไทยไปหมด เริ่มตั้งแต่เขาได้มีเพื่อนหญิงคนไทย ที่เป็นอดีตนักเรียนไทยคนหนึ่งซึ่งแต่งงานและมีบุตรแล้ว พอเรียนจบเขาก็ได้ติดตามเธอไปที่เมืองไทย แต่ก็ต้องตกม้าตายตามระเบียบ เขาจึงได้พบรักกับผู้หญิงไทยอีกคนหนึ่ง คบหากันได้นานกว่าหนึ่งปี ก็ตกลงใจแต่งงานกัน โดยจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ถึงสามงาน ทั้งที่กรุงเทพ เชียงใหม่ (บ้านเจ้าสาว) และที่ประเทศเบลเยี่ยม ต่อมาเขาก็ได้ตกหลุมรักเพื่อนหญิงคนไทยของภรรยาเขา คนที่ "สามีเบลเยี่ยม" ชอบออกไปเดินเรือกลางทะเลคราวละหลายๆ เดือน ในที่สุดภรรยาของเขาก็จับได้ และภายหลังหย่าขาดจากกัน อดีต "สามีเบลเยี่ยม" คนนั้น ก็มาสารภาพกับฉันว่าได้มีใจให้ฉันมาตั้งนานแล้ว
 
ฉันเองจึงได้มาถึงบางอ้อที่ว่า "สามีเบลเยี่ยม" นั้น เป็นประเภทอ่อนไหวและโรแมนติกที่สุด สงสัยว่าจะเป็นเพราะบรรยากาศ ตลอดจนศิลปะวัฒนธรรมของที่นั่น เพราะฉันเองยังหลงรักประเทศเบลเยี่ยมเลย ด้วยความรู้สึกคล้ายกับว่าเป็นบ้านหลังที่สอง และฉันก็นึกไปถึง "สามีเบลเยี่ยม" อีกคน ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ผู้มาสารภาพรักกับฉัน โดยเขียนร้อยความเป็นโคลงกลอนที่ไพเราะเพราะพริ้งมาก ขนาดน้องๆ โรเมโอจูเลียตเลยทีเดียว ฉันเองต้องไปเปิดดิกชันนารีเพื่อค้นหาคำศัพท์ที่เขาใช้ เพราะว่าเป็นศัพท์ขั้นสูงมาก ซึ่งภาษาอังกฤษพื้นๆ อย่างฉันนั้นไม่เข้าใจ เขาบอกว่า "ความรักของผมที่มีต่อคุณนั้นมากมายยิ่งนัก ผมโหยหาคุณตลอดทุกลมหายใจเข้าออกของผม ผมอยากเร่งวันเวลาและวินาทีที่จะได้กลับมาพบกับคุณ เพื่อให้ผมสลวยสวยสีดำที่เป็นมันขวับของคุณ ช่วยซับน้ำตาแห่งความรักและความคิดถึงที่ผมมีให้คุณตลอดทุกลมหายใจเข้าออก" อ้อ.. ศาสตราจารย์ท่านนี้ ได้เขียนจดหมายถึงฉันขณะยังอยู่ที่สนามบินในกรุงบรัสเซลส์ก่อนการเดินทางไปราชการที่ประเทศฟิลิปปินส์ พอเขากลับมาถึงเบลเยี่ยมและแวะมาหาฉันด้วยความตื่นเต้นก่อนเข้าบ้าน เพราะมั่นใจว่าฉันได้รับจดหมายรักฉบับนั้นแล้ว เขาได้โผเข้ามาหาฉัน ซึ่งฉันก็ได้ก้มตัวหลบและประสพผลสำเร็จ ภายหลังที่ฉันได้ปฏิเสธความรักของศาสตราจารย์ท่านนั้น เขาก็ได้ถามฉันทั้งน้ำตาว่า "เพียงเพราะผมยังไม่ได้หย่ากับภรรยาเก่าเท่านั้นหรือ ความรักที่บริสุทธิ์ของผมที่มีต่อคุณจึงมิอาจสมหวังได้ แม้ว่าความรักของผมที่มีต่อคุณนั้น จะเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และหาที่เปรียบมิได้"
 
เมื่อมาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉันมีเพื่อนคนไทยคนหนึ่งที่แต่งงานกับ "สามีญี่ปุ่น" เธอได้เล่าให้ฉันฟังว่า ใหม่ๆ เธอนั้นต้องตามไปเก็บกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วของสามี ตามบริเวณต่างๆ ทั่วอพาร์ทเมนต์ ขึ้นอยู่กับว่าสามีญี่ปุ่นของเธอจะนั่งอยู่ตรงไหน และก็ชอบที่จะสั่งน้ำมูกตรงนั้น หนักๆ เข้าเธอจึงเลิกตามไปเก็บ และปล่อยขยะเต็มบ้าน... วันหนึ่งเธอกับสามีญี่ปุ่นมาหาฉันที่บ้าน สามีเธอขอไม่เข้ามา เพราะกำลังทานแฮมเบอร์เกอร์อยู่ในรถ เธออยู่คุยกับฉันนานไปหน่อย ฉันจึงได้เตือนให้เธอออกไปเชิญให้สามีญี่ปุ่นเข้ามา เธอบอกว่าไม่เป็นไร ฉับพลันนั้น ฉันก็เห็นรถยนต์ของเธอขับขึ้นเนินไป ฉันได้บอกกับเธอว่า "สามีญี่ปุ่นของเธอขับรถออกไปแล้ว" เธอบอกว่า เป็นไปไม่ได้ พวกเราวิ่งออกไปดูกัน และก็พบว่าไม่มีรถของเธอจอดอยู่แล้ว ซึ่ง "สามีอเมริกัน" ของฉันจึงต้องขับรถออกไปส่งเธอที่บ้าน วันรุ่งขึ้น เธอได้บอกกับฉันว่า เธอต้องขอโทษ "สามีญี่ปุ่น" ของเธอ เพราะปล่อยให้เขารอนานไปหน่อย แต่ในความคิดของ "สามีอเมริกัน" ของฉันนั้น กลับมองว่า "สามีญี่ปุ่น" ต้องขอโทษพวกเรา เพราะทำให้พวกเราต้องลำบากขับรถไปส่ง
 
ในสายตาของคนทั่วโลก รวมทั้งสาวๆ ชาวไทย นั้น อดไม่ได้ที่จะกรี๊ดในความรูปหล่อของหนุ่มอิตาเลียน แถมยังมีคำเปรียบเปรยและข่าวขานถึง "คาสโนวา" ว่าเป็นนักรักผู้ยิ่งใหญ่ชาวอิตาลี ฉันเองจึงถูกมองว่ามี "สามีอเมริกัน" รูปหล่อแบบหนุ่มอิตาเลียน ผู้มีชื่อและนามสกุลเป็นอิตาเลียน และมีเชื้อสายอิตาเลียนถึง 75 เปอร์เซนต์ และส่วนที่เหลืออีก 25 เปอร์เซนต์เป็นเชื้อสายอังกฤษ
 
เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งมี "สามีอิตาเลียน" เธอดีใจมากที่ทราบว่า "สามีอเมริกัน" ของฉันนั้นมีเชื้อสายอิตาเลียน เพราะเธอเชื่อว่า Italian is the best! เมื่อฉันได้มีโอกาสพบกับสามีของเธอ ฉันก็รู้ได้ในทันทีว่า หนุ่มใหญ่ "สามีอิตาเลียน" รูปหล่อของเธอผู้นั้นไม่ธรรมดา เขาเป็นสุภาพบุรุษที่สุด ชนิดที่ว่าขนาดเปิดประตูรถให้ฉันนั่ง หลังจากที่พ่อหนุ่ม "สามีอเมริกัน" ของฉันได้ขึ้นไปนั่งอยู่ในที่คนขับเรียบร้อยโรงเรียนจีนมาตั้งนานแล้ว หรือบางที ขาข้างหนึ่งของฉันยังอยู่นอกรถอยู่เลย "สามีอเมริกัน" ของฉันก็เริ่มออกรถแล้ว แต่ฉันก็ได้ปลอบพ่อคุณของฉันไปว่า เขานั้นยังจะต้องเรียนรู้โลกกว้างอีกมากมาย ที่นอกเหนือไปจากประเทศสหรัฐอเมริกา
 
และก่อนที่ฉันจะกล่าวในรายละเอียดของ "สามีอเมริกัน" ฉันจำต้องกล่าวถึง "สามีอังกฤษ" เนื่องจากมีคนไทยที่ฉันรู้จัก ทั้งพี่สาวของฉัน และเพื่อนคนหนึ่งของฉัน ซึ่งต่างก็แต่งงานกับคนอังกฤษ แต่ที่จริงแล้วทั้งสองคนก็มาจากประเทศสก็อตแลนด์นั่นเอง แต่มาอยู่ที่ประเทศอังกฤษมานาน จึงเรียกได้ว่าเป็น "สามีอังกฤษ" แม้ว่าทั้งสอง "สามีอังกฤษ" ที่ฉันรู้จักนั้น จะแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะสามีของพี่สาวฉันนั้นเป็นศาสตราจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เป็นคนที่รักภรรยามาก และเรียนภาษาไทยเพื่อพูดคุยกับพ่อแม่ของฉันโดยเฉพาะ ทั้งคู่อยู่กันคนละประเทศ แต่เดินทางมาพบกันปีละหลายๆ ครั้ง เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่การงาน...
 
ส่วนสามีของเพื่อนฉันนั้นเป็นคนที่มาเที่ยวเมืองไทย และได้พบกับเพื่อนฉันโดยบังเอิญที่สนามบินดอนเมือง เพราะว่ากามเทพไม่เข้าใครออกใคร เพื่อนฉันและเขาจึงได้แต่งงานกัน มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน โดยทั้งคู่อยู่แยกกันคนละประเทศ "สามีอังกฤษ" ของเพื่อนฉันคนนั้น เปลี่ยนงานมาแล้วหลายครั้งหลายครา และบางครั้งก็ไม่มีงานทำ ในที่สุดเพื่อนฉันจึงได้ลาออกจากราชการและพาลูกไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เพื่อเข้าเรียนฟรี...
 
ในความเหมือนบนความแตกต่างของทั้งสอง "สามีอังกฤษ" ที่ฉันรู้จัก ก็คือการไม่ค่อยช่างจำนรรจา โลกของเขาทั้งสองค่อนข้างเป็นโลกส่วนตัว ไม่ต้องการพบปะสังสรรค์กับใครๆ ทั้งนั้น เขารู้สึกว่าไม่เป็นไร ที่สามีภรรยาต่างคนต่างอยู่กันคนละประเทศ ไม่เหมือนกับ "สามีอเมริกัน" ที่ไม่ยอมให้มีการแยกกันอยู่ เพราะสำหรับคนอเมริกันนั้น หากต้องแยกกันอยู่เขายอมที่จะเลิกกันเสียดีกว่า
 
"สามีอเมริกัน" ที่ฉันได้พบเห็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีทั้งที่เป็นสุภาพบุรุษ และเรื่อยลงมาถึงระดับซาตาน ฉันเคยพูดถึง Ugly Americans มาแล้ว ในหลายๆ รูปแบบ ทั้งที่เป็นแม่ๆ (ซึ่งก็คือภรรยา)... เพื่อนบ้าน... และเจ้านาย... และรวมไปถึงวัฒนธรรมแบบอเมริกันที่ฉันได้เรียนรู้มาจากเพื่อนๆ อเมริกัน และในบรรดาผู้หญิงไทย (ที่ฉันได้พบเห็นและรู้จัก) ที่ได้แต่งงานกับ "สามีอเมริกัน" ที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ก็มีหลากหลาย และฉันเองก็สามารถที่จะเข้าใจและแยกแยะ ถึงความแตกต่างของแต่ละเชื้อชาติ เพราะประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีความหลากหลายของชนชาติและเผ่าพันธุ์มากมาย และความแตกต่างของแต่ละชนชาตินั่นเองที่เกิดเป็นความแตกต่างกันระหว่าง "สามีอเมริกัน" ในประเทศอเมริกาด้วยกัน
 
โดยส่วนตัวแล้ว ฉันเชื่อว่า "ยุคสมัย" มีบทบาทสำคัญต่อลักษณะของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด เพราะการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกกันให้สวยหรูว่า "การพัฒนา" นั้น ย่อมเป็นไปตามยุคสมัย ชนชาติใดที่ยังค่อนข้างล้าหลังอยู่ ก็จะมีการปฏิบัติตนที่แตกต่างกันออกไป ส่วนชนชาติใดที่คิดว่าประเทศชาติของตนได้พัฒนาล้ำหน้าไปแล้ว ก็จะปฏิบัติตนในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ ก็ยังมีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชนในชาติเป็นตัวกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักษณะของผู้ชาย รวมทั้งผู้หญิงในชาติ 
 

ฉันจึงอยากที่จะเริ่มต้นกล่าวถึง "สามีอเมริกัน" โดยแบ่งออกตามช่วงอายุของผู้ชาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ ได้จากการสังเกตพฤติกรรมของบรรดาสามีของเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ที่ฉันได้พบเห็น และได้ยินได้ฟัง หรือมีการเล่าขานต่อๆ กันมา ฉันขอย้ำว่า “นี่เป็นเพียงสังเกตการณ์เท่านั้น”

 

 

"สามีอเมริกัน ช่วงอายุมากกว่า 60 ปี"

 

ผู้ชายอเมริกันที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป จะเกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (1 กันยายน 1939 – 2 กันยายน 1945) ซึ่งส่วนใหญ่จะผ่านประสบการณ์ชีวิตในหลายรูปแบบ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามต่างๆ เช่น สงครามเกาหลี (25 มิถุนายน 1950 – 27 กรกฎาคม 1953) และสงครามเวียดนาม (1959 – 30 เมษายน 1975) ทำให้สามีอเมริกันเหล่านี้ เริ่มรู้จักกับโลกภายนอก ที่นอกเหนือไปจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสใช้ชีวิตบางขณะในต่างประเทศ สามีชาวอเมริกันที่แต่งงานกับภรรยาไทย จึงมีอยู่ 2-3 กลุ่มคือ (1) สามีอเมริกันที่เป็นเจ้าหน้าที่ Peace Corps นักธุรกิจ หรือนักข่าว ที่เข้ามาอยู่ ณ ประเทศไทย ในช่วงระหว่างและหลังสงคราม (2) สามีอเมริกันที่เป็นทหาร ซึ่งรวมไปถึงชั้นประจำการ (ส่วนน้อย) และ (ส่วนใหญ่) ทหาร จี.ไอ. [คำว่า จี.ไอ. ย่อมาจากภาษาอังกฤษคำว่า Government Issue (หมายเรียกเข้ารับการเกณฑ์ทหาร) เป็นคำที่ใช้เรียกทหารเกณฑ์ที่ถูกส่งไปรบตามดินแดนต่างๆ] และ (3) สามีอเมริกัน ผู้ผ่านการมีครอบครัวและหย่ากับภรรยาอเมริกันมาแล้ว ผู้มีภรรยาใหม่ต่างชาติที่เป็นชาวไทย และมักจะเลือกไปใช้ชีวิตหลังเกษียณ ณ ประเทศไทย

 

สามีอเมริกันผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไปนี้ ก็มักจะเป็นเหมือนผู้ชายทั่วๆ ไป ที่อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งชีวิตส่วนใหญ่เริ่มมีเสถียรภาพ สงบ หนักแน่น และอบอุ่น ชีวิตค่อนข้างลงตัว พร้อมที่จะเป็นคุณปู่ หรือคุณตาผู้ใจดี ไม่มีอะไรให้หวือหวาหรือเล่าขาน

ฉันมีเพื่อนอเมริกันหลายๆ คนที่อยู่ในวัยนี้ ดูเหมือนว่า เขากับภรรยาจะได้มีชีวิตในช่วงฮันนีมูนรอบใหม่อีกครั้ง เขาจะพากันท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่มีภาระหรือห่วงให้ต้องกังวล บางครั้งฉันถึงกับเผลอเร่งวันเวลาที่ฉันกับสามีสุดที่รัก จะได้มีโอกาสกระทำเช่นนั้นบ้าง

 

 

"สามีอเมริกัน ช่วงอายุ 50 – 60 ปี"

 

ในกลุ่มสามีชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 50 – 60 ปี และแต่งงานกับภรรยาไทยนั้น มีทั้งที่เป็น อดีตทหาร จี.ไอ. เจ้าหน้าที่ และนักธุรกิจ หากเป็นนักธุรกิจ ส่วนใหญ่มักจะผ่านการแต่งงานและหย่ากับภรรยาอเมริกันแล้ว และใช้ประโยชน์ของโลกไซเบอร์ที่กว้างมากขึ้น หรือโลกมนุษย์ที่แคบลง (ตามแต่มุมมองของแต่ละคน) ในการเดินทางไปท่องเที่ยว ณ ประเทศไทย และเสาะแสวงหาผู้หญิงไทยวัยละอ่อนมาเป็นภรรยา มุมมองของสามีอเมริกันในวัยนี้ ที่มีต่อภรรยาสาวชาวไทยในช่วงแรกๆ จึงมักจะเป็นในแบบที่ว่า เธอเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของฉัน เขาจะมีความหึงหวงหรือแสดงการควบคุมเป็นเจ้าของ เพราะเกรงว่าเธออาจจะไปพบเจอชายอื่น ขณะเดียวกันสามีอเมริกันในวัยนี้ ก็ยังเป็นวัยที่ต้องทำงาน ความหวือหวาโรแมนติกจึงไม่ค่อยมี เพราะประเด็นสำคัญของชีวิตยังมุ่งอยู่ที่การทำงานก่อนเกษียณ สาวไทยวัยละอ่อนที่ได้สามีอเมริกันในวัยนี้ ส่วนใหญ่จึงเป็นแม่บ้านที่ค่อนข้างพอมีอันจะกิน มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก แต่มักจะไม่ค่อยได้ร่วมอารมณ์อันสุนทรีย์กับสามี ผู้ซึ่งมีความโรแมนซ์ลดลงไปมาก แต่สามีในวัยนี้ก็มีอำนาจในการซื้อหาของกำนัลมาให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภรรยาสาวเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ อย่างไรก็ตาม สามีอเมริกันในวัยนี้นั้น อาจถือได้ว่า กำลังเดินทางใกล้ถึงจุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตและภาพลักษณ์ของตนเอง ว่าจะเลือกที่จะเป็นสุภาพบุรุษหรือซาตาน เพราะการหย่าร้างกับภรรยาไม่ว่าไทยหรืออเมริกัน มักเกิดขึ้นได้ง่าย และภาพลักษณ์ที่เคยสวยหรูหล่อเหลาของเขาที่ครั้งหนึ่งเคยมี ก็อาจแปรเป็นคราบของซาตานที่ฝังรากลึกอยู่ รวมทั้งความกักขฬะและความน่าเกลียดที่รับไม่ได้

 

ฉันเองได้พบเห็นและรู้จักบรรดาสามีอเมริกันของเพื่อนๆ หญิงไทย ที่มีหลายคนที่กลายเป็นความน่ากลัว น่าขยะแขยง อย่างไม่น่าพบเจอ และสามีอเมริกันเหล่านั้น เมื่อต้องมีการหย่าขาดจากกัน ก็จะสรรหาเทคนิคต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรธิดาให้กับภรรยา แต่โชคดีที่ภรรยาไทยส่วนใหญ่ พอมาอยู่นานๆ เข้า ก็จะมีเริ่มวุฒิภาวะและวัยที่เพิ่มมากขึ้น สามารถกล้ายืนด้วยตัวเอง แม้จะยังมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่บ้าง เนื่องจากไม่ใช่ประเทศของตน ในขณะเดียวกัน ก็ยังไม่กล้ากลับไปสู้หน้าสังคมประเทศไทย เพราะยังมีลูกๆ ที่อยู่ในวัยเรียน

 

นอกจากนี้ สามีอเมริกันหลายๆ คนในช่วงวัยนี้ จะเริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือด้านการงานที่อาจต้องถูกเปลี่ยนงานกระทันหัน กลายเป็นความเครียดขึ้นมาอีกด้านหนึ่ง เป็นผลให้การใช้ชีวิตร่วมกันกับภรรยา เป็นไปในรูปแบบของการนึกถึงตนเองมากกว่าครอบครัว หรือจบสิ้นความโรแมนติกที่เคยมีมา บางคนถึงอาจบอกว่าไม่มีความรักหลงเหลืออีกแล้ว

 

 

"สามีอเมริกัน ช่วงอายุ 40 – 50 ปี"

 

สามีอเมริกันในกลุ่มอายุช่วงนี้ ยังมีความโรแมนติกหลงเหลืออยู่มากพอสมควร ในขณะที่หน้าที่การงานก็กำลังอยู่ในระยะขยันขันแข็ง และมั่นคง เพราะเรียกได้ว่าชีวิตกำลังเพิ่งเริ่มต้น (ซึ่งบางคนก็เพิ่งจะผ่านการหย่าร้างกับภรรยาอเมริกัน หรือคู่รักคนก่อน) ดังนั้น ชีวิตครอบครัวจึงรวมไว้ทุกรส ทั้งความรัก ความหวานชื่น ความภาคภูมิใจในการเป็นสามี และการได้เป็นเป็นพ่อของลูก สามีอเมริกันในวัยนี้ มักมีความหวานชื่น ละเอียดอ่อน สุขุม อบอุ่น (ซึ่งมักจะตรงกันข้ามกับภรรยาไทย ผู้อยู่ในวัยใกล้ และ/หรือ กำลังย่างเข้าสู่ “วัยทอง”) และอาจเป็นช่วงระยะเวลาของการแสดงตนเป็นสุภาพบุรุษอย่างเต็มตัวของสามีอเมริกัน ก่อนที่จะถึงเวลาที่สามีอเมริกันคนเดียวกันนั้น อาจเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองไปเป็นสุภาพบุรุษหรือซาตาน ในช่วงอายุ 50 – 60 ปี ซึ่งสามีอเมริกันในกลุ่มอายุช่วง 40 – 50 ปีนี้ อาจเป็นช่วงที่สามารถถือได้ว่า สามีอเมริกันเป็นสามีที่ดีที่สุดในโลก

 

 

"สามีอเมริกัน ช่วงอายุ 30 – 40 ปี"

 

สามีอเมริกันในช่วงอายุนี้ นอกจากจะเต็มไปด้วยความโรแมนติกแล้ว ก็มักจะเต็มไปด้วยอารมณ์ทั้งดีและร้าย คล้ายในภาพยนตร์ฮอลลีวูดทั่วๆ ไป ที่มีการสำรอกด่าทอ มุทะลุ และโรแมนซ์ไปในเวลาไล่เลี่ยกัน สามีอเมริกันในวัยช่วงนี้ มักจะยังไม่มีความมั่นคงในเรื่องของการงานและสถานภาพทางสังคมมากนัก เพราะว่าชีวิตยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างแท้จริง แต่ก็จะดูเหมือนว่ามีพลังในชีวิตมากมาย และทำให้สาวไทยคลั่งไคล้ลุ่มหลง แต่มักจะเป็นในช่วงวัยอันตราย ที่อาจจะเกิดเป็นการแตกหักกันของการใช้ชีวิตคู่ เพราะวุฒิภาวะตลอดจนความอดทน และความรับผิดชอบนั้นยังไม่สูงเท่าที่ควร มีสามีอเมริกันมากมายที่ฉันรู้จัก ได้เกิดการหย่าร้างขึ้นในอายุช่วงนี้ หากสามารถประคับประคองชีวิตคู่ให้ผ่านวิกฤตในช่วงนี้ไปได้ ก็จะสามารถมีความราบรื่นไปได้อีกวาระหนึ่ง

 

 

"สามีอเมริกัน ช่วงอายุ 20 – 30 ปี"

 

สามีอเมริกันที่อยู่ในกลุ่มช่วงอายุนี้ มักจะยังไม่มีความรับผิดชอบหรือความมั่นคงในชีวิต ทั้งในด้านการงานและสถานภาพครอบครัว คนอเมริกันส่วนใหญ่นั้น นับเป็นชนชาติที่เชื่อในเรื่องอิสรภาพและความฝัน ความรับผิดชอบที่แท้จริงจึงยังไม่มี เพราะทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับความพอใจ แต่หนุ่มอเมริกันในช่วงนี้ จะเป็นต้นแบบของความโรแมนติกที่สุด ประเภทที่ว่าสามารถคุกเข่าขอสาวแต่งงาน (ทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม) พร้อมที่จะกัดก้อนเกลือกินร่วมกัน และส่วนใหญ่ก็มักจะลงเอยด้วยการต้องหย่าร้างในที่สุด เพราะหลังจากการได้อยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาและมีบุตรด้วยกันแล้ว การต้องต่อสู้ดิ้นรนในชีวิต ก็จะทำให้เกิดเป็นความตึงเครียดและจบสิ้นด้วยการจากกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภรรยาชาวไทยมักมีความอดทนสูง สามารถที่จะอดทนอยู่ต่อไปได้ จึงไม่เกิดเป็นกรณีหย่าร้างง่ายๆ แบบภรรยาชาวอเมริกัน

 


 

นับเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ ที่เด็กผู้หญิงบ้านนอกบ้านนาคนหนึ่ง ได้เริ่มรู้จัก ได้ยิน และได้ฟัง คำว่า "อเมริกัน-อเมริกา" ใครจะรู้บ้างว่า แล้วเธอคนนั้น จะได้เดินทางมาเยือน... มาศึกษา... มาพบและมาแต่งงานกับหนุ่มอเมริกัน... และมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอเมริกัน

 

และสำหรับฉัน ณ วันนี้ “American-America” จะยังคงอยู่คู่กับชีวิตฉันต่อไป ตราบนานเท่านาน ในท่ามกลางความเป็น “อเมริกัน” ที่มากด้วยทั้งส่วนดีและส่วนเสีย สิ่งหนึ่งที่ฉันรับรู้ได้ตลอดมาก็คือ ในความภาคภูมิใจที่ฉันได้เกิดมาเป็นคนไทย และฉันรักประเทศไทยมากนั้น ฉันมีความรักที่ยิ่งใหญ่มอบให้กับ “คนอเมริกัน” หลายๆ คน รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา และ ฉันพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า

 

 

If home is where your heart belongs to,

America is my other home.